Short Review: Hugo (10+/10)
 
Hugo เป็นหนังที่ตอนแรกผมก็ไม่ได้ตามข่าวเหมือนกันครับ เพิ่งมารู้เรื่องตอนเห็น review ป๋า Ebert (ที่ไม่ใช่เกิดจากการตามอ่านด้วย แต่สะดุดที่ retweet กันมา) ว่าเป็นหนัง 3D ที่เขาประทับใจ (คือปกติสาย Ebert นี่อนุรักษ์นิยมต่อต้านหนัง 3D เสมอมาครับ - -‘)  ก็เลยรู้สึกว่ามันต้องมีอะไรแน่นอน ยิ่งพอหลังๆ review ออกมาว่า เป็นจดหมายรักของ Scorsese ต่อวงการภาพยนตร์ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่า ไม่ดูไม่ได้แล้ว ก็เลยไปหารอบดูมา อยากได้รอบที่คนน้อยจริงๆ แต่รอบเช้าผมไปแล้วเครื่องฉายเสีย เลยเลื่อนเป็นเมื่อคืนรอบเที่ยงคืนสิบห้าแทนครับ  

Hugo สร้างมาจากนิยายภาพ  The Invention of Hugo  Cabret โดย Brian Selznick ครับ หนังเล่าเรื่องราวของเด็กชาย Hugo Cabret (Asa Butterfield) ผู้อาศัยอยู่อย่างลับๆ เบื้องหลังนาฬิกาและกำแพงในสถานีรถไฟ กับปริศนาของหุ่นมนุษย์กลตัวหนึ่งที่พ่อของเขาทิ้งไว้ให้ก่อนจากไป ซึ่งหลังได้พบเจอกับเจ้าของร้านขายของเล่นสะสม (Ben Kingsley) และหลานสาว Isabelle (Chloë Grace Moretz) ก็ทำให้การผจญภัยใหม่ๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องน่าตื่นเต้นและความประทับใจเกิดขึ้นครับ  
Hugo เป็นหนังที่โดดเด่นมากในแทบทุกด้านจริงๆ ลองไล่มาตั้งแต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ cinematography (ที่ตอนแรก Oscar ผมกะเทใจไป The Tree of Life ไปแล้ว กลับมานั่งคิดใหม่เลยครับ) และ art direction ครับ ซึ่งปล่อยพลังมาให้เราสัมผัสได้ตั้งแต่ในห้านาทีแรกของหนังแล้ว ภาพและการใช้สีสวยมาก มาเต็มตลอดทั้งเรื่องจริงๆ ประกอบกับเทคนิก 3D ที่นับได้ว่าน่าตะลึงมาก (เป็นหนังคนเล่นเรื่องที่สองที่ผมคิดว่า 3D เวิร์คจริง) ต่อจาก Avatar คือมันไม่ได้เน้นเด้งออกมาจากจอแบบที่หนัง animated film หลายเรื่องชอบใช้ แต่เทคนิกที่ Scorsese ใช้คือเพิ่มความขลังและแฟนตาซีให้กับงานสร้าง สร้างมิติจากภาพมากกว่า ทำให้มันดูสวยและกลมกลืนเติมเต็มหนังมากๆ (ซึ่งแม้มันจะดูแฟนตาซีบ้าง แต่ก็เป็นคนละแบบครับไม่เหมือนกับ Avatar ซะทีเดียว เรื่องนั้นเน้นความอลังการจากการสร้างโลกใบใหม่ออกมามากกว่าครับ) — ฉากที่แนะนำคือฉากเปิดหนัง, ฉากทุกฉากที่หมาโผล่มา, ฉากซูม, Sacha Baron Cohen, ฉากผ้าเช็ดหน้ากับขี้เถ้าครับ  
นอกจากนี้งาน production เองก็เนี้ยบสุดกู่เลยทีเดียว ตั้งแต่ฉากทั้งหลาย เสื้อผ้า costume (ชอบการเลือกสี costume มาก มันเข้ากับฉากมาก และสีแต่ละสีมันขับกันโดดเด่นดี เป็นการเน้นความสำคัญของแต่ละเฟรมในหนังได้โดยไม่ต้องพึ่งอะไรมากมาย อย่างฉากรถไฟที่คนอื่นนอกจากตัวละครเอกใส่สีทึมเป็นต้น) คือเหมือนกับทุกอย่างถูกวางแผนมาอย่างดีและเนี้ยบมากครับ เป็นงานกำกับที่นับได้ว่าเนี้ยบสุดยอดอีกเรื่องเลยละครับ การใช้มุมกล้อง (อย่างเช่นฉากผ้าเช็ดหน้ากับขี้เถ้า หรือเด่นมากคือฉากถ่ายมุมสูงในห้องสมุดที่ผมคิดว่ามันสวยมาก), ใช้การเล่าเรื่อง, บท, special effects และอื่นๆ อีกมากมายผสมผสานกันออกมาได้ลงตัวมากๆ   
ด้วยหน้าหนัง Hugo อาจเป็นการผจญภัยเป็นหนัง family (ที่นำทีมความสนุกโดย Sacha Baron Cohen มาอยู่แล้ว) แต่เบื้องหลังนั้นมันยังเป็นหนังที่อุทิศตัวเองให้แก่วงการภาพยนตร์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของวงการภาพยนตร์ในอดีต บุคคลสำคัญ และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากเนื้อเรื่องผจญภัยแล้ว หนังยังเล่าถึงจุดนี้ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งผมคิดว่าการที่จะทำเนื้อเรื่องให้ออกมาได้ดีขนาดนี้ต้องเป็นคนที่บ่มเพาะกับวงการภาพยนตร์มานาน แล้ว Scorsese ก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ ครับ รู้สึกถึงความรักและทะนุถนอมเอาใจใส่ในรายละเอียด รวมถึงความรู้สึกของการบูชาวงการนี้สอดแทรกไปในหนังเลย เมื่อเรารู้สึกของความรักและความเอาใจใส่ในตัวหนัง และรู้สึกสนุกไปกับหนัง อารมณ์มันก็ไปกับหนังแล้วครับ ครึ่งแรกหนังผมตื่นตาไปกับเทคนิกพิเศษและงานภาพ ส่วนครึ่งหลังผมร้องไห้ไม่หยุดเพราะประเด็นที่ว่าไปนี่แหละครับ  
[Mild Spoiler] นอกจาก Hugo จะพูดถึงความรักในวงการภาพยนตร์แล้ว มันก็ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจอยู่เหมือนกันนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการก้าวผ่านยุคสมัยของกาลเวลา, การเติมเต็มซึ่งกันและกัน ผมชอบตรงนี้มาก ชอบที่เนื้อเรื่องใช้ ‘กุญแจ’ แทนการเติมเต็ม Isabelle คือตัวกุญแจที่เต็มจนบางทีอาจจะล้นไปด้วยซ้ำ (มีเกินที่คนทั่วไปเขามีกัน) ส่วน Hugo เป็นเหมือนเด็กที่ขาด (ทั้งความอบอุ่นและพ่อ) การที่ Isabelle ให้กุญแจของเธอ ก็เหมือนการเติมเต็มให้ Hugo นำเขาไปสู่ความรัก ความอบอุ่น ความทรงจำดีๆ และสิ่งที่เขาไม่เคยได้พบมาก่อน, หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างเมาไม่ดื่ม (ฮา อันนี้เกรียนนะครับ ฮ่าๆ)  
Hugo เข้าชิงกวาดรางวัลมาแล้วจากหลายสถาบัน เด่นๆ ก็คือได้ Best Director ของ Golden Globes ไปแล้ว หนังเรื่องนี้เข้าชิง Oscar ทั้งหมด 11 สาขาด้วยกัน นับว่าเป็นหนังคุณภาพชั้นยอดอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ  
สำหรับคนชอบดูหนัง Hugo คงรู้สึกซาบซึ้งและอินไปด้วยไม่ยากอยู่แล้วครับ เพราะหนังพูดถึงตรงนี้เยอะมาก และมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เป็น easter eggs ให้คอหนังรุ่นเก๋าเกมได้สังเกตและรู้สึกอิ่มเอมใจไปกับมันได้อยู่แล้ว ส่วนสำหรับนักดูหนังขาจร ก็คิดว่า Hugo คงทำให้รู้สึกประทับใจและอินถึงความรักที่คนคนนึงมีต่อวงการนี้ได้มากขึ้น น่าจะได้ความประทับใจกลับไปเช่นเดียวกันเลยครับ ก็ขอแนะนำให้รีบไปดูนะครับ บ้านเราเข้าฉายในระบบ digital เท่านั้น (อาจคิดว่าแพงแต่มันคุ้มครับ ภาพใสกิ๊ง) 4 ที่คือ Central World, Paragon, เชียงใหม่, และพัทยาครับ แนะนำว่าต้องไปชมในโรงภาพยนตร์เท่านั้นนะครับ ถึงจะได้อรรสรสและความตั้งใจจริงของหนังครบถ้วนนะ :)
1
 
Short Review: Arthur Christmas (Readjusted) (10/10)

Arthur Christmas เป็นเรื่องที่ผมเคยไม่ได้ยินข่าวอีกแล้วครับ (ปกติไม่ได้ตามข่าวหนังอยู่แล้ว ยกเว้นว่าจะดังจริงๆ ยิ่งเป็น animation นี่ไม่ต้องพูดถึง) แต่เริ่มได้ยินชื่อจาก rottentomatoes แหละครับ (มี newsletter ฉบับนึงส่งมา ผมจำได้ เขียนว่า fresh ถึงสี่ห้าเรื่องในอาทิตย์เดียวกัน อีกสามเรื่องที่จำได้ก็คือ The Artist, Hugo, และ The Muppets นั่นเอง แต่เรื่องนี้ค่อนข้างติดใจเป็นพิเศษเพราะดูจากโปสเตอร์แล้วถูกชะตาครับ (ผมชอบ animation แบบตัวยาวๆ น่ะครับ แบบ How to Train Your Dragon) ก็รอเวลาเข้ามาตลอด จนวันนี้ได้โอกาส เลยไปดู 3D มาที่ SFW ครับผม  
Arthur Christmas ตอบคำถามอันน่าสงสัยเกี่ยวกับปฏิบัติการของซานต้าในคืนวันคริสต์มาสอีฟนั่นเอง ว่าซานต้าสามารถไปส่งของขวัญให้เด็กนับล้านคนทุกๆ ปีได้อย่างไรภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หากแต่คำตอบของเรื่องนี้ไม่ได้อิงเทพนิยายคลาสสิกตามที่เราอ่านๆ กันมาเท่านั้น ความเป็นจริงแล้วปฏิบัติการสุดไฮเทคนี้ใช้ทั้งเครื่องมือสุดแสนล้ำยุคและเหล่าเอลฟ์นับพันผู้ปฏิบัติการช่วยเหลือซานต้ามานับศตวรรษแล้วนั่นเอง แต่เรื่องก็เกิดขึ้น เมื่อของขวัญชิิ้นหนึ่งดันเกิดการผิดพลาดส่งไปไม่ถึงเจ้าของ Arthur (James McAvoy) พระเอกจอมเปิ่นของเราจึงต้องรับหน้าที่ไปส่งของชิ้นนี้ที่บ้านเจ้าหนูคนนี้ให้ได้ ก่อนอาทิตย์แรกของวันคริสต์มาสจะมาถึง
Arthur Christmas เป็นหนังที่ค่อนข้างโดดเด่นด้านการเล่าเรื่องและคุมอารมณ์พอสมควร เนื่องจากหนังเปิดมาด้วยความเร็วสูงมาก (แทบตามไม่ทัน) รวมถึงใช้ฉากอลังการตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของหนัง รวมถึงบทพูดเร็วกระหน่ำไม่ยั้ง ก็ทำให้ผมแรกๆ เข้าโรงไปแทบตั้งตัวไม่ติดเหมือนกัน แต่หลังจากหนังพอใจกับการโชว์พาวแล้ว ก็ค่อยๆ ลดระดับลงมาเล่าเรื่องเรื่อยๆ โดยไม่เว้นที่จะใส่จังหวะความฮา (ที่มีตลอดทั้งเรื่องและฮาจริงๆ) มาโดยตลอด และค่อยๆ สอดแทรกประเด็นต่างๆ ที่ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวและมีประเด็นให้เก็บไปคิดไปเรื่อยๆ พร้อมกับฉากผจญภัยหวือหวา (ที่คิดว่ายืดไปนิดกลางๆ แต่ไม่ได้น่าเกลียดอะไร) จนกระทั่งมาคลายปมและนำสู่ความประทับใจในตอนจบครับ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ต้องขอขอบคุณ Harry Gregson-Williams ด้วยสำหรับสกอร์ที่คริสต์ม๊าส คริสต์มาส 
หนังดีไซน์คาแร็คเตอร์ออกมาได้น่ารักและมีเสน่ห์มากครับ ตัวเดียวที่ผมออกจะตะหงิดๆ คือพ่อซานต้าเองนี่แหละ (Jim Broadbent) ที่ CG หน้าตาไม่ค่อยเหมือนโทนตัวอื่นๆ ซักเท่าไหร่ ดูออกมาจากโปสการ์ดมากกว่า แต่นอกนั้นก็นับว่าทำคาแรกเตอร์ออกมาได้ดีและน่าสนใจทุกตัว ไม่ว่าจะเป็น Steve (Hugh Laurie) พี่ชาย Arthur ของเรา ผู้ระเบียบจัด บ้าไอที และใส่เสื้อคริสต์มาสยี่ห้อ Verscae (ฮา), Grandsanta สุดเพี้ยนและสุดเฮี้ยบ (Bill Nighy), คุณนาย Santa แสนใจดี (Imelda Staunton), และ Elf นักห่อ Bryony (Ashley Jensen) ที่เสียงน่ารักน่าเอ็นดูมากกกก กับ Elf แอบปลื้มเจ้านายอย่าง Peter (Marc Wootton) นั่นเองครับ แต่ละตัวมีคาแรกเตอร์ชัดเจนมากสมเป็นหนังการ์ตูน และทำให้เรื่องน่าสนใจได้มากขึ้นเยอะเลย (ถ้าจะติดก็ติดตัวพระเอก Arthur ของเรานิดหน่อย ที่บางทีรู้สึกว่า McAvoy ให้เสียงได้ล้นเวอร์ไปนิด แต่ก็ไม่เยอะมากนะครับ)  
งานภาพ CG แทบเรียกได้ว่าไร้ที่ติ ฉากศูนย์บัญชาการในขั้วโลกเป็นหนังที่ผมค่อนข้างจะประทับใจและตื่นตาเอามากๆ (รู้สึกเป็น animation ที่มีรายละเอียดภาพเยอะสุดๆ เท่าที่เคยดูมา) ประกอบกับมันเป็นฉากเปิดของหนังเลยทำให้รู้สึกช็อคไปพอสมควร หนังเปลี่ยนฉากเยอะมาก และใช้สีได้ค่อนข้างดูสดใสกับตัวหนังดี รวมถึงการทำเป็น 3D ออกมานับได้ว่าคุ้มค่าราคาตั๋วครับ แม้หนังจะไม่มีฉากเด่นเยอะแบบ How to Train Your Dragon แต่ก็เป็นหนัง animation สามมิติเรื่องที่สองที่ผมคิดว่าคุ้มค่ากับมิติที่เพิ่มขึ้นมา (หนังมีฉากที่เน้น 3D หลายฉากมากๆ เหมือนกัน)  
นอกจากนี้บทยังค่อนข้างไปได้สวยอีกด้วย (อาจจะเป็นจุดเด่นหลักอีกอย่างของหนังเลยทีเดียว) หนังมีการผสมผสานระหว่างความเชื่อแบบสมัยเก่าเกี่ยวกับซานต้า (เซนต์นิโคลาส) และคำอธิบายสมัยใหม่ที่ดูจะจิกกัดอยู่ในทีของ Sarah Smith (ผู้กำกับ) และ Peter Baynham บทหนังใส่ประเด็นหลายอย่างเข้าไปเยอะมาก ซึ่งทำให้หนังดูสนุกทั้งกับเด็ก และกับผู้ใหญ่ (ที่เก็บประเด็นได้) เป็นต้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและความล้ำหน้าของเทคโนโลยีที่หนังเอาเป็นจุดหลัก (และตั้งประเด็นคำถามเกี่ยวกับของเก่าของใหม่), ประเด็นเรื่องคำถามเกี่ยวกับซานต้า, ประเด็นครอบครัวเล็กๆ ที่หนังใส่มาเป็นเรื่องรองๆ โดยเฉพาะเรื่องผู้สูงอายุ โดยสอดแทรกอย่างเนียนๆ ไปในมุกตลกเสียดสีหรือไดอะล็อกที่ดูธรรมดาๆ ไปตลอดทั้งเรื่อง
Arthur Christmas เป็นหนังอีกเรื่องที่เดาได้เลยว่าหลายคนคงเดาได้เป็นระยะว่าหนังจะเป็นยังไงเป็นระยะๆ แม้หนังจะมีหักมุมคุมอารมณ์เราเป็นพักๆ และเราอาจหลุดไปบ้างว่าหนังจะเป็นยังไงต่อไป แต่ก็จะไม่เชื่อและหวังว่าจะกลับมาเป็นแบบที่เราเดาไว้ตลอด (ซึ่งมันก็จะกลับมาแหละครับ ฮ่าๆ) แต่เป็นความแปลก คือปกติผมจะไม่ชอบหนังที่เดาได้ แต่กลับเรื่องนี้ผมกลับลุ้นให้มันกลับมาเป็นแบบที่ผมจะเดาได้ตลอดเลย  
อ้อ ก่อนหน้าหนังฉายจะมีเปิด MV สามมิติเพลง Santa Claus Is Coming To Town ของ Justin Bieber ด้วยครับ (คงจาก Sony Entertainment กะจะช่วยโปรโมทกัน) ซึ่งก็ไม่ได้แย่อะไร แต่ถ้าใครเป็นแฟนของ JB ก็แนะนำว่าอย่าพลาดครับ ส่วนแอนตี้แฟนก็อาจกะเวลาเอาหนังเข้าแล้วกันครับ เพราะฉายปะหน้าหนังอยู่เลยนะ ประมาณสามสี่นาที เพลงเป็นเพลง soundtrack (ที่ออกมาเสี้ยวเดียว) ของหนังและมีตัดไปที่บางฉากในหนังด้วยครับผม  
นอกจากนี้ Arthur Christmas ยังเป็นหนังที่ค่อนข้างจะออกมาได้กระแสคริสต์มาสมากๆ (เพิ่งเข้าไทยในวันที่ 22 ที่ผ่านมา) ทำให้บรรยากาศหนังมันอินได้ง่ายเข้าไปใหญ่ครับ (โดยเฉพาะกับคนที่มีประสบการณ์กับเทศกาลคริสต์มาสเป็นพิเศษจะเข้าใจว่าบรรยากาศช่วงคริสต์มาสในวัยเด็กนี่มันสุดยอดยังไง) และถึงแม้จะไม่เคยมีประสบการณ์ถึงขนาดนั้น แต่ลองดูหนังเรื่องนี้ดูแล้วจบจะรู้เลยว่าซานต้าและเทศกาลคริสต์มาสในมุมมองของเด็กๆ นี่มันมีความหมายและเรียกได้ว่ามหัศจรรย์แค่ไหนครับ :)
แต่โดยรวมแล้วก็ต้องยอมรับว่าหนังให้ความรู้สึกเกินคาดหมายมากจริงๆ ผมเข้าไปดูแบบตั้งความหวังไว้ค่อนข้างมาก แต่หนังก็ยังออกมาก็ประทับใจเกินหวังมากๆ โดยเฉพาะเรื่องอารมณ์นี่ครบรสจริงๆ ครับ ตั้งแต่ตลก เศร้า ซึ้ง ตื่นเต้น​นิดหน่อย ดูแล้วรู้สึกว่า พูดได้เต็มปากว่านี่เป็น animation ในดวงใจของผมปี 2011 นี้เลยครับ (แซงหน้า Rango ไปอย่างง่ายดาย และเกือบจะสูสีกับ How to Train Your Dragon เลย) หนังฉายแล้ววันนี้ที่โรง SF และ Major ครับ (อีกครั้งว่าแนะนำให้ดูสามมิตินะ) ส่วนตัวผมคงต้องมีรอบสองอย่างแน่นอนละครับ
3

Short Review: Mission: Impossible - Ghost Protocol (MI4) (8/10)
Mission Impossible 4 เป็นหนึ่งในหนังที่ผมไม่ได้ตั้งความหวัง (ทั้งกับตัวหนังและความคาดหวังว่าจะดูไว้เลยครับ) เนื่องจากไม่ได้เป็นแฟน series นี้มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่หลังจากเห็น trailer ก็รู้สึกว่าทำออกมาได้น่าสนใจมากพอสมควรเลยทีเดียว ก็เลยเริ่มสนใจแรกๆ และต่อมาก็เห็นความเห็นต่อหนังค่อนข้างไปในทางที่ดีมากๆ เกือบทุกคน รวมถึงเสียงชื่นชมจากการชมหนังในระบบ IMAX ก็เลยทำให้วันนี้ตัดสินใจไปดู IMAX มาครับ (ก่อนหน้าหนังฉายมี Prologue ของ The Dark Knight Rises มาให้ดูด้วยนะครับ ประมาณหกนาที)  
Mission Impossible เล่าเรื่องราวของภารกิจใหม่อันสุดระทึกของ Ethan Hunt (Tom Cruise) เมื่อภารกิจของทีมเขาไปพัวพันกับการก่อการร้ายนานาชาติ และทางกลาโหมได้ตัดสินใจที่จะใช้ปฏิบัติการ Ghost Protocal เพื่อปิดองค์กร IMF ลงเพื่อเป็นการปฏิเสธว่าไม่ได้มีความพัวพันกับทีมของ Ethan และเพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไว้ ดังนั้น Ethan จึงต้องปฏิบัติการนี้ต่อด้วยทีมของตัวเองเท่านั้น โดยมีชีวิตคนนับล้านเป็นเดิมพัน  
ส่วนตัวสิ่งที่ชอบมากที่สุดในหนังก็คือการได้ชมฉากต่างๆ ที่ถ่ายทำในระบบ IMAX และออกมาค่อนข้างจะเวิร์คมากทีเดียวครับ ซึ่งฉากดังกล่าวที่ชอบเป็นพิเศษก็คือฉากที่ฉายเฉพาะตึกที่ดูไบในตอนแรกที่มุมกล้องค่อนข้างจะเจ๋งมาก ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บนยอดตึกจริงๆ (คือกล้อง IMAX ก็ทำหน้าที่ของมันได้ดีมากอยู่แล้ว แต่การกำกับ Brad Bird และเลือกที่จะถ่ายหนังด้วยมุมต่อเนื่องแบบนั้นทำให้สร้างความรู้สึกร่วมได้ดีมากๆ) แล้วก็ฉากพายุทรายที่สุดยอดมากจริงๆ (ที่จริงชอบฉากโรงรถด้วยนะ แต่ไม่โดดเด่นเท่าสองฉากที่ว่ามา)  
รองลงมาที่ชอบคือฉากไล่ล่าอันสุดระทึกครับ หนังค่อนข้างทำในส่วนนี้ได้ดีมาก จังหวะของหนังในช่วงตื่นเต้นนั้นทำได้ค่อนข้างถึงจริงในแต่ละฉาก ฉากไล่ล่าไม่ได้เป็นการไล่ล่าแบบโต้งๆ หรือเน้นยิงอย่างเดียว แต่ยังมีการหยอกด้วยจังหวะรวมถึงเว้นช่วงให้ลุ้นอย่างพอดี แม้จะมีข้อเสียอยู่บ้าง (เดี๋ยวจะพูดในภายหลัง) แต่โดยรวมคิดว่าดีมากๆ และลุ้นตามไปด้วยได้แบบบางฉากนี่นั่งไม่ติดเลยครับ  
ข้อเด่นของ MI4 นอกจากนั้นแล้วยังอาจเป็นเรื่องของการใช้ location ถ่ายทำให้ได้เกิดประโยชน์ด้วยครับ ฉากต่างๆ ในแต่ละที่ที่เด่นๆ ให้ความรู้สึกอลังการและเชื่อมต่อกับตัวหนังด้วย  การเปลี่ยนฉากของหนังไปเรื่อยๆ นอกจากจะทำให้เราได้เปลี่ยนบรรยากาศแล้วยังเป็นการแบ่งสัดส่วนหนังได้ดีมาก  
ผมว่าเขาแบ่งสัดส่วนในหนังมาดีมากเลยนะ เริ่มต้นคนจะรู้สึกตกใจกับฉากเปิดของหนังก่อนเลย ส่วนต่อๆ มาก็เน้นประเด็นที่คนดูคาดหวังกับอารมณ์หนังสปายเป็นจุดๆ ไป โดยแทรกมุกตลกและแอคชั่นเบาๆ เป็นระยะๆ อย่างเช่น หลังจากเปิดหนังมา พอไปที่เครมลินก็เน้นเรื่องภารกิจแนวพราง, ที่ดูไบ เน้นขายความหวาดเสียวและฉากแอคชั่นไล่ล่า (ตาม typical หนังแอคชั่นทั่วไป), และที่มุมไบ ที่เน้นเรื่องการสอดแนม (และขายความเซ็กซี่เล็กน้อย) ที่ต่อด้วยฉากแอคชั่นสุดระทึกเต็มแม็กในตอนจบ เป็นสูตรที่น่าสนใจและนับว่าได้ผลอยู่
นอกจากนี้เรื่อง special effects อย่างเช่นการเอามาใช้ร่วมกับ gadget ของหนังยังนับได้ว่าเจ๋งมาก ยอมรับว่าแม้ว่าจะคิดว่าหนังปัจจุบัน CG มันไปกว้างไกลมากแล้ว แต่ไม่คิดจริงๆ ว่าฉากหลายฉากจะมีไอเดียทำออกมาถึงขนาดนั้น (หลายคนที่ดูไปแล้วคงรู้เลยว่าฉากไหน) รู้สึกว่าโหดได้ใจจริงๆ ครับ นอกจากนี้การเอาสินค้าแบรนด์ดังอย่าง iPod iPad และ BMW นี่ยังนับได้ว่าประสบความสำเร็จพอสมควร ดูแล้วรู้สึกอยากได้ขึ้นมาทันที และเข้ากับหนังได้โดยไม่รู้สึกว่าพยายามเกินไปหรือแปลกแยกแต่อย่างใด  
ชอบการแสดงของทุกคน​ โดยเฉพาะ Léa Seydoux (Sabine) ที่เห็นรอบแรกก็ปิ๊งเลยครับ ฮ่าๆ นอกจากนี้ก็ชอบ Simon Pegg (Benji) กับช่วงตลกของเขาค่อนข้างมากครับ คือบทมันส่งให้ตลกด้วย ส่วน Cruise ผมเฉยๆ เพราะเล่นได้ดีแต่มันก็ระดับมาตรฐานเขาอยู่แล้ว แต่ที่รู้สึกตะหงิดนิดหน่อย (ไม่ถึงกับไม่ชอบ) คือ Paula Patton (Jane) เพราะรู้สึกว่าหน้าอมทุกข์เป็นโทนเดียวกันไปหน่อยตลอดทั้งเรื่อง ส่วน Jeremy Renner (Brandt) นั้นผมชอบมาก แต่รู้สึกว่าบทน้อยไปนิดนึง (แต่ก็เข้าไปว่าก็ต้องไปตามบท แต่มันอดจะติดภาพความเถื่อนมาจาก The Town หรือ The Hurt Locker ไม่ค่อยได้ รู้สึกดูแล้วอยากให้บู๊มากกว่านี้ และผมคิดว่าอาจจะดีมากถ้าจะเอามาแทนเขาถ้า Cruise แก่แบบไม่ไหวแล้วละครับ (แบบในหนังก็เริ่มยานละนะ)  
แต่ข้อเสียของ MI4 ก็มีบ้าง คือหนังค่อนข้างเป็นสัดเป็นส่วนมากเกินไป ซึ่งพอหนังดำเนินไปได้ไม่นาน เราก็จะเริ่มจับได้ แล้วความลุ้นต่อเนื้อเรื่องโดยรวมก็จะดรอปลงตั้งแต่ตอนนั้น (อาจยังมีลุ้นรายละเอียดระหว่างภารกิจอยู่ แต่ภารกิจโดยรวมนี่เลิกลุ้นไปไกลแล้ว) เพราะว่าตามเสต็ปคือหนังจะต้องมีช่วงพลาด และตามมาด้วยโอกาสที่ได้รับมา (ซึ่งหลังๆ เริ่มไม่สมเหตุสมผลและรู้สึกว่ามันจะมากไปละ) พอประกอบหนังโดยรวมที่เล่นใช้เวลาไปนานมากถึงสองชั่วโมงกว่าๆ ทำให้รู้สึกไม่พีคกับหนังสักเท่าไหร่ครับ คิดว่าถ้าทำให้หนังส้ันกว่านี้ได้แต่อัดแต่ละตอนให้เข้มข้นกว่านี้ก็คงเพอร์เฟ็คท์เลย  
โดยรวมๆ แล้วแม้จะมีข้อติบ้างเพียงเล็กน้อย แต่ Mission Impossible 4 เป็นหนัง action blockbuster ครบสูตรที่เต็มไปด้วยความบันเทิงในทุกด้านจริงๆ ครับ คอหนังแอ็คชั่นและแฟนของซีรีส์นี้ห้ามพลาดเลยทีเดียว ส่วนขาจรก็แนะนำให้ไปดูกันครับ อย่างน้อยผมก็คิดว่าคุ้มค่าตั๋วนะ ถ้าใครมีโอกาสก็อยากให้ไปลอง IMAX มากๆ ครับ เพราะมีฉากที่ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX โดยเฉพาะหลายฉากที่ดูในโรง IMAX จะได้อารมณ์ร่วมและอรรถรสในการชมมากกว่ามากเลยทีเดียวครับ :) 
10

Short Review: Immortals (5/10)
Immortals เป็นหนังที่ตอนแรกไม่ได้คิดจะดูเลยครับ คิดว่าคงออกมาแบบ 300 แน่ๆ แต่หลังจากเห็นตัวอย่างแล้วก็เริ่มไขว้เขวนิดหน่อย เพราะนับว่างานดีไซน์และงานอาร์ทออกมาน่าสนใจมากๆ แล้วก็เพิ่งรู้ครับว่าเป็นงานกำกับของ Tarsem Singh (เคยดูแต่ The Cell ซึ่งก็หลอนมากเอาการ) แต่ก็ไม่ได้ชอบในผู้กำกับอะไรมาก รวมถึงรีวิวเบื้องต้นก็ไม่สู้ดีเท่าไหร่ แต่เผอิญวันนี้เลิกเรียนเร็วและไม่มีอะไรดู บวกกับคิดถึงสกาล่าเลยแวะไปดูมาครับ (คนเยอะมากเลยนะครับ รอบ 16.40)  
Immortals เล่าเรื่องของเหล่าเทพและมวลมนุษย์ เมื่อกษัตริย์ Hyperion (Mickey Rourke) ตัดสินใจประกาศสงครามกับเหล่าทวยเทพด้วยการตามล่าหาธนูแห่งเอพิรุส (Bow of Epirus) เพื่อที่จะปลดปล่อยเหล่าไททัน (ศัตรูของเหล่าทวยเทพที่มีฝีมือทัดเทียมกัน แต่เคยพ่ายแพ้และถูกจองจำไว้ที่หุบเขา Tartaros) ออกมา; เนื่องจาก Zeus (Luke Evans) บัญชาว่าไม่ให้เทพทั้งหลายเข้าไปร่วมกับสงครามในครั้งนี้ จึงเป็นหน้าที่ของ Theseus (Henry Cavill) ยอดฝีมือที่ Zeus ชุบเลี้ยงไว้ ที่จะต้องนำทัพสู้กับกษัตริย์ Hyperion แทนพระองค์  
ก่อนอื่นอยากจะบอกว่าแม้จะไม่ตั้งความหวังไว้เลยแล้ว แต่ก็ต้องถือว่าผิดหวังกับ Immortals มากอยู่ดี อันเนื่องจากหนังมีข้อด้อยเยอะมาก และข้อดีที่อ้างก็ไม่ได้อลังการหรือโดดเด่นพอที่จะกลบข้อด้อยหลายขอ้นั้นได้เลยครับ ส่วนสาเหตุที่ชอบและไม่ชอบเดี๋ยวจะพูดถึงต่อไปครับ  
เรื่องที่ชอบคืองานดีไซน์และการใช้ CG ครับ ซึ่งนับว่าค่อนข้างทำได้ออกมาน่าสนใจมากๆ (ผมเพิ่งรู้ทีหลังว่านี่คือผู้กำกับของ The Fall นะ เรื่องนั้นก็ไม่เคยดู แต่เห็นปกแล้วร้องอ๋อทันที เพราะ costume มาสไตล์เดียวกันเลย) งานกำกับศิลป์ไม่ว่าจะเป็นฉากต่อสู้ที่เน้นสีตัดกันอย่างชัดเจน ทอง/ดำ หรือการใช้เทคนิกสโลว์โมชัน (แบบที่เห็นกันในตัวอย่างหนัง) นับได้ว่าน่าสนใจและค่อนข้างดูดีทีเดียว นี่ยังไม่รวมเอฟเฟกต์ CG มโหราฬอลังการดาวล้านดวงที่มีมาตลอดทั้งเรื่อง  ส่วนตัวผมชอบงานศิลป์ในหลายฉากมาก โดยเฉพาะฉากทั้งหลายใน trailer (เช่นฉาก Zeus ลงมาที่โลก, ฉากไททันโดนจองจำในกล่อง เป็นฉากที่คิดว่าสวยมาก) แต่บางฉากผมก็ว่าตลกนะ เช่นฉากสู้กันบนฟ้าเป็นต้น ที่คิดว่าบางทีภาพมันก็แปลกๆ เกินไป แต่ส่วนมากนับได้ว่าสวยดีครับ และฉากต่อสู้ทั้งหลายก็น่าจะทำมาได้ถูกใจคอแอคชั่นบ้างพอสมควร (โดยเฉพาะท้ายๆ)  
หมดสิ่งที่ชอบแล้ว (มีแค่นั้นแหละครับ) ต่อมาคือสิ่งที่ไม่ชอบ ไล่มาเลยเรื่องแรกที่ชัดที่สุดคือพล็อตที่กลวงมากครับ คือมันไม่มีเนื้อหาอะไรทั้งสิ้นเลย นอกจากจะเล่าเรื่องได้แปลกและไม่จำเป็นแล้ว หลายจุดในเรื่องยังนับได้ว่าไม่เมกเซนส์ที่จะเข้าใจอีกด้วย โอเคที่ว่าเนื้อหาพล็อตเทพนิยายกรีกทั่วไปมันก็ไม่ได้มีอะไรมากอยู่ แต่ลองดูอย่างน้อยหนังอย่าง Clash of the Titans ก็มีความเป็นไป เหตุผลรองรับในแต่ละตอน และเข้าใจได้ไม่ยาก ต่างจาก Immortals ที่นอกจากจะต้องมาพยายามอินกับเนื้อเรื่องที่วางมาอย่างหลวมมากแล้ว (ดูแล้วไม่อินซักกะฉาก) ยังต้องมานั่งสงสัยกับประเด็นที่ไม่สมเหตุสมผลอีกมากมาย อาทิเช่น ทำไม Zeus ถึงตัดสินใจอย่างนั้น, ทหารทำไมถึงเชื่อฟัง Theseus ง่ายดายปานนั้น, หรือแม้กระท่ังว่าบท Stavros (Stephen Dorff) และแม่หมอ Phaedra (Freida Pinto) มีเพื่ออะไร (คนหลังนี่หนักมาก บทบาทเบาบางแทบจะเหลือ 0 ไร้มิติโดยสิ้นเชิง)  
จบพล็อตแล้ว สิ่งที่หนักพอกันคือการเล่าเรื่องครับ นอกจากพล็อตจะเบาโหวงแล้ว หนังยังเล่าเรื่องได้อย่างไม่น่าติดตามเลยอีกด้วย เนื้อเรื่องแทบทั้งหมดใช้สถานที่ถ่ายทำเพียงหยิบมือ ใช้เล่าไปเล่ามา และวิธีการเล่าเรื่องยังติดๆ ขัดๆ อีกด้วย (ส่วนตัวผมคิดว่าเหมือนกันเล่าเรื่องให้มันหามุมกล้องถ่ายฉากแอคชั่นสวยๆ ได้พอ) คือ ไม่ต้องถึงกับว่าเล่าเรื่องได้ไม่มีชั้นเชิง แต่ยังเล่าได้ไม่ครบถ้วนใจความรวมถึงเล่าได้ทำให้สับสนมากด้วยเช่นกัน หลายครั้งที่หนังพูดชื่อสถานที่หรือตัวละครแล้วงงไปพักนึงว่าหมายถึงที่ไหน (ทั้งๆ ที่มันก็มีไปแล้ว) หรือการตัดไปตัดมาหลายฉากที่เน้นโหดอย่างเดียวแต่ไม่เข้ากับตอนนั้นเลยแม้แต่น้อย (แทบทุกฉากที่ Mickey Rourke โผล่มา ซึ่งมีแต่ฉากจะแสดงความโหด)    
ถ้าจะว่าถึงการเล่าเรื่องและพล็อตแล้วก็คงต้องพูดถึงบทไปด้วยเลย บทก็ค่อนข้างแข็งนะ (ไม่รู้ผมคิดไปเองหรือเปล่า) คือบทพูดไม่มีความเป็นธรรมชาติเลย เต็มอัดแน่นไปด้วยคำคมเท่ๆ ที่ฟังแล้วขัดหูพิกล ประกอบการเล่นของ Cavill กับ Rourke และตัวละครอื่นๆ ทุกตัว (ยกเว้น John Hurt) ที่ที่จริงก็เล่นได้ไม่เป็นธรรมชาติพอกัน รวมถึงการพยายามดัดเสียงให้มันออกมาสุดแสนจะแมน (งานนี้นี่ Cavill เต็มๆ) มันก็เลยออกมางงงวยมากและไม่ให้ความรู้สึกธรรมชาติซักเท่าไหร่ ดูแล้วแข็งๆ อยู่ครับ  
นอกจากนี้ฉากแอคชั่น CG อันแสนอลังการก็ดูจะเป็นดาบสองคม เมื่อหนังตัดสินใจเซอร์วิสแฟนบอยอย่างเต็มที่ด้วยการเล่นใส่เลือดและความรุนแรงไปในแทบทุกฉากที่จะใส่ได้ ซึ่งจัดเต็มแบบจัดเต็มจริงๆ แทบจะไม่มีฉากไหนที่สู้รบกันอย่างสันติหรือเงียบๆ ปราศจากเลือดเลย ถ้าไม่มีเลือดพุ่งกระจายก็ต้องตายแบบพิสดารเสมอ ซึ่งถ้ามีพอสมควรและมันเพิ่มความอาร์ทให้กับหนังก็พอจะรับได้ แต่นี่มันเยอะเกินไปเกือบจะแทบทุกฉากเลย ออกจะเอียนมากกว่านะครับ  
โดยรวมแล้ว Immortals เป็นหนังที่ขายฉาก กล้าม เลือด ฉากแอคชั่นและ CG อย่างชัดเจนมากๆ ประเด็นอื่นแทบจะไม่มี หรือถ้ามีก็อยู่ในเกณฑ์ควรปรับปรุง (โดยเฉพาะเนื้อเรื่อง วิธีการเล่า บท การแสดง และอื่นๆ อีกมากมาย) ครับ ใครเป็นแฟนหนังแนวนี้ (300) ก็น่าจะไปลองอยู่ ถ้าดูแล้วชอบ trailer เพราะงานภาพเหมือนใน trailer ทุกประการเลย ไม่ห่างไปจากนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าใครคาดหวังกับเนื้อเรื่องเป็นอย่างน้อย หรือพยายามจะหาความสมเหตุสมผลในหนังก็คิดว่าควรหลีกเลี่ยงจะดีกว่าครับ (ผมเตรียมใจไว้แล้วนะว่าจุดขายมันน่าจะเป็นแบบนี้ ยังรู้สึกว่าแย่กว่าที่คาดไว้เลย) อ่อ ผมไม่ได้ลอง 3D นะครับ เลยบอกไม่ได้ว่าดีมากไหม อันนี้ต้องลองสอบถามคนที่ไปดูมาแล้วเองครับ :)
7

Short Review: The Debt (8.5/10)
The Debt เป็นหนึ่งในหนังที่ไม่ได้ตามข่าวและไม่รู้จักมาก่อนเลยครับ รู้แต่ว่าตอนนั้นดู Jessica Chastain เล่น The Tree of Life แล้วชอบมากเลยอยากหาหนังเรื่องอื่นๆ ของเธอมาดู ก็เห็นว่าเธอเล่นเรื่องนี้ (พร้อมกับ Sam Worthington และ Helen Mirren!) ก็รู้สึกค่อนข้างอยากดูมาก แต่เวลาผ่านไปก็ลืมครับ แล้วเร็วๆ นี้ก็เพ่ิงรู้ข่าวมาว่าออกบลูเรย์แล้ว (ของต่างประเทศนะ) ก็เลยได้ไปออกอ่าวมาตามเคยครับ  
The Debt เล่าเรื่องสลับในสองช่วงเวลา ย้อนกลับไปในปี 1966 เมื่อสายลับ Mossad ทั้งสามคน อันได้แก่ Rachel (Jessica Chastain), David (Sam Worthington), และ Stephan (Marton Csokas) ได้รับภารกิจให้ไปจับเป็นอดีตนักโทษ Vogel (Jesper Christensen) หรือในฉายา Surgeon of Birkenau นักโทษสงครามที่โด่งดังในด้านการทำการทดลองกับมนุษย์ในเบอร์ลินตะวันออก แล้วนำกลับมาให้ขึ้นศาลที่อิสราเอล และกลับมาที่ปัจจุบันเมื่อปี 1997 เมื่อทั้ง Rachel (Helen Mirren) และ Stephan (Tom Wilkinson) ได้ข่าวจาก David (Ciarán Hinds) ที่หายไปนาน และหลังจากนั้นก็เหมือนฝันร้ายในอดีตได้ย้อนกลับมาหลอกหลอนพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง  
The Debt เป็นงานกำกับของ John Madden (Shakespeare in Love) และบทเป็นงานเขียนร่วมกันของสามคน Jane Goldman, Matthew Vaughn, Peter Straughan (สองคนแรกเขียนบท X-Men First Class ส่วนคนสุดท้ายนี่น่าสนใจและน่าให้เครดิตเป็นพิเศษ เพราะได้ร่วมเขียนบทหนังสายลับกระแสแรงอย่าง Tinker, Tailor, Soldier, Spy ซึ่งน่าคิดว่าเป็นหนังแนว spy เหมือนกัน)  
สิ่งแรกที่ประทับใจใน The Debt ที่ไม่ได้คาดหวังคือการกำกับโทนหนังที่ทำได้ดีมากๆ หนังเป็นหนัง spy แบบที่ทำออกมาได้ดี  มีมิติและคง “ความรู้สึกเสียวสันหลังจากการถูกจับได้” ไว้ได้ดีมาก เพราะหนัง spy เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเน้นทางด้าน suspense เท่าไหร่แล้ว กะจะยิงกันอย่างเดียว (เร็วๆ นี้ทั้งหลายก็ Salt, The Tourist ซึ่งเน้นขายดารากับโปรดักชันอย่างเดียว) ดู The Debt เลยให้ความรู้สึกแบบที่ดีแบบแปลกๆ (แต่มันควรจะเป็น) คือมันรู้สึกไม่มีอะไรแน่นอนซักอย่าง รู้สึกกดดันกับเหตุการณ์ทั้งเรื่อง และด้วยความเร็วหนังที่เล่นเล่าเรื่องแบบติดสปีดก็ทำให้หนังยิ่งน่าสนใจและน่าติดตามเข้าไปอีก  
ชอบวิธีการเล่าเรื่องของ The Debt มาก โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากฉากอ่านหนังสือในตอนแรก และวิธีการเล่าเรื่องแบบสลับไปมาอดีตและปัจจุบันที่ทำออกมาได้ค่อนข้างดี จุดนี้ต้องชมการตัดต่อ นอกจากนี้ ในฉากไล่ล่าหรือฉากที่เน้นแอคชั่นหรือโมเมนท์ตื่นเต้น ก็ให้ความรู้สึกสมจริงไม่แพ้กัน ซึ่งนอกจากจะชมทีมตัดต่อเดิมแล้ว ก็ต้องชมการคิดหามุมกล้องด้วย เพราะหลายครั้งหนังให้ความรู้สึกเหมือนเราเป็นตัวละครจริงๆ (มุมกล้องแบบบุคคลที่ 1) ได้ผลดีมากๆ ในแง่การเล่นจิตวิทยากับคนดู  
ดาราแสดงนำทั้งหกคนก็เล่นได้ขั้นเทพ แม้จะมีแค่ไม่กี่คนที่โดดเด่น (ไม่ครบทั้งหกคน) แต่คนที่ต้องชมอย่างชัดเจนเลยก็คือ Jessica Chastain ที่เล่นได้ดีทั้งฉากแอคชั่นและฉากอารมณ์ดราม่า (ปีนี้เธอเล่นหลายอย่าง หลายบทจริง แต่ก็ทำได้ดีทุกบท ตั้งแต่แม่บ้านสุดล้น คุณแม่สุดติสท์ ภรรยาคนบ้า และมาเรื่องนี้เป็นสายลับอีก), Sam Worthington ที่เล่นได้น่าเชียร์และน่าสงสารมาก, Helen Mirren กับบทที่ดูกล้ำกลืนก็ทำได้ดีเป็นปกติอยู่แล้ว, Tom Wilkinson ที่เล่นได้น่ารังเกียจมากพอกัน, และสุดท้ายที่โหดมากที่สุดคือ Jesper Christensen ที่เล่นได้จิตถูกใจผมมากสุดในเรื่อง
ข้อเสียของหนังนิดเดียวที่มันกลายเป็นข้อที่เห็นได้ชัดที่สุดของหนังคือการที่หนังไม่สามารถคลี่คลายสู่บทสรุปที่น่าประทับใจและลงตัวได้ในตอนจบ มันเลยกลายเป็นฉากและอารมณ์ที่เรารู้ๆ กันอยู่แล้ว รวมถึงพล็อตจากด้านหน้าที่เป็นการ “ทำเพื่อชาติ” กลับถูกหดลดลงกลายเป็น “ทำเพื่อตัวเอง” ความรู้สึกในตอนนั้นมันเลยดรอปลงมามากๆ จากความตื่นเต้นและ suspense ที่ปูมากลับกลายเป็นความรู้สึกที่ว่าเดี๋ยวหนังก็จะเป็นแบบนี้ๆ แล้วก็จะจบแบบนี้ เป๊ะตามสูตร (แม้ว่าจะยังชมนะว่าบางส่วนก็ยังทำให้ตื่นเต้นได้ดีอยู่) ส่วนตัวผมคิดว่าหนังควรจะเปลี่ยนตอนจบไปเป็นอีกแบบนึงเลย และไม่ต้องพยายามยัดเยียดประเด็นนั้นมาก็ได้ (ที่จริงมันมีวิธีหลายวิธีที่จะจบโดยยังคงประเด็นนั้นไว้ได้ด้วยนะ)  
สุุดท้าย The Debt ก็ยังเป็นหนังสายลับ suspense drama ที่ควรค่าแก่การชมอยู่ รับรองว่าน่าจะดูแล้วอย่างน้อยไม่ผิดหวัง จากทั้งการแสดง (จาก all star cast ซะแบบนี้) และการกำกับที่นับได้ว่ามาเต็มอยู่แล้ว ถ้าไม่นับเรื่องเส้นเรื่องที่หลายๆ คนบ่นกันอยู่ (ซึ่งส่วนตัวผมชอบนะ) แล้วก็ตอนจบที่คลี่คลายได้แย่ไปนิด ก็น่าจะประทับใจกับหนังฟอร์มเล็ก (แต่สนุกมาก) เรื่องนี้ได้ไม่ยากเลยครับ ใครสนใจออกอ่าวโลดอีกแล้วครับ หนังไม่น่าจะเข้าไทย และไม่น่าจะมีแผ่นในเร็วๆ นี้ด้วย แหะๆ  
7
 
Short Review: Take Shelter (9/10)
 
Take Shelter เป็นหนังที่อยากดูมานานมากแล้วครับ หลังจากได้ยินชื่อดารานำฝ่ายชายก็แทบไม่ต้องตัดสินใจเลยว่าจะไปดูดีมั้ย (ชอบ Michael Shannon มาตั้งแต่ Revolutionary Road) แถมเป็นหนังแนวที่ค่อนข้างหายาก (psychological thriller + drama) ก็ยิ่งอยากดู สุดท้ายคือ Jessica Chastain ก็ครบเลยครับ กาวันที่ไว้แล้วว่าเข้าไม่ไหร่ต้องไม่พลาดแน่ๆ แต่แล้วหนังก็โดนเลื่อนนิดหน่อยครับ อันเนื่องจากน้ำท่วมแลปที่ใช้แปล subtitle ก็เลยได้มาดูวันนี้แทน (24 พฤศจิกายน)  

Take Shelter เล่าเรื่องของครอบครัวที่อยู่กันอย่างเงียบสงบในชนบท Ohio พ่อ Curtis (Michael Shannon) ทำงานเกี่ยวกับการก่อสร้าง, แม่ Samantha (Jessica Chastain) ช่วยทำงานฝีมือหาเลี้ยงครอบครัว, และลูกสาววัยหกขวบ Hannah (Tova Stewart) ที่พิการทางการได้ยิน แม้ว่าจะมีอุปสรรคทางด้านการเงินบ้างทางด้านค่าใช้จ่าย แค่ครอบครัวก็ดูรักกันดี จนกระทั่งวันหนึ่ง Curtis ได้ฝันเห็นพายุทอร์นาโดลูกใหญ่ที่กำลังมุ่งหน้ามาทางบ้าน และฝันอย่างต่อเนื่องถึงพายุลูกนั้นจนเขาเชื่อว่ามันเป็นความจริงจนกระทั่งเอาเงินไปลงกับการสร้างหลุมหลบภัยหลังบ้านเพื่อหนีภัยธรรมชาตินี้อย่างเอาป็นเอาตาย ฝันร้ายของครอบครัวก็เริ่มตามมา  
หนังชนะรางวัล Critics Week Grand Prize และ SACD จาก Cannes รวมถึง Grand Jury Prize ในสาขา Drama ของเทศกาลหนัง Sundance นะครับ ผู้กำกับ Jeff Nichols เป็นคนรับเครดิตไป  
Take Shelter เริ่มต้นเล่าเรื่องด้วยความเร็วระดับค่อนข้างต่ำ แต่ค่อนข้างมั่นคง หนังค่อยๆ นำเสนอถึงภาพครอบครัวครั้งที่ยังมีความสุข และเริ่มต้นด้วยฝันร้าย หลังจากนั้นก็ดำเนินเรื่องไปสู่ความกดดันและความตึงเครียดจากภาพฝันของ Curtis มาเรื่อยๆ (ซึ่งนับครั้งจะหลอนแหละหนักข้อขึ้นทุกที) จากความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในความฝัน ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในบ้าน ในชีวิตจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนเรื่องราวจะจบลงด้วย climax อันทรงพลังในที่สุด เป็นหนังเรื่องนึงเลยทีเดียวที่ผมชอบการดำเนินเรื่อง แม้ว่าช่วงต้นจะอืดไปนิดจริงๆ และเดินเรื่องค่อนข้างจะเป็นจังหวะที่คาดเดาได้ แต่มันก็ดราม่าเข้มข้นมาทดแทนได้อยู่นะ และการสอดแทรก suspense ก็นับว่าทำได้ดีเลยทีเดียว หนังค่อยๆ หยอดและเปิดเผยข้อมูลให้เราทีละนิดๆ รวมถึงใช้ความเงียบและบรรยากาศหนังเล่นกับความกลัวก็ทำได้ดี ไม่เน้นตุ่งแช้ (ที่จะทำให้รู้สึกเกร่อเกิน)  
Michael Shannon ยังเทพตามเคยในการแสดงสไตล์ของเขาในหนังกึ่งจิตวิทยาเรื่องและดราม่าเรื่องนี้ ซึ่งนอกจากความบ้าที่เข้าถนัด (ตั้งแต่ Revolutionary Road แล้ว) อีกสายหนึ่งที่เพิ่มมาใน Take Shelter ก็คือด้านดราม่านั่นเอง ซึ่งแม้ว่าอาจจะฟาดฟันกับดารานำฝ่ายชายอันสุดจะเป็นสายแข็งอีกสายในคนอื่นปีนี้ได้ยาก แต่ก็นับได้ว่าคู่ควรแก่การเข้าชิงเลย (ถ้าได้เข้าชิงจริง), Jessica Chastain ก็เล่นดราม่าได้หนักอยู่แล้ว ก็ยอมเยี่ยมตามเคย ตามสไตล์เธอ (ดีใจที่ได้เห็นเธอกลับมาเล่นบทที่ดูมีมิติจริงๆ ซักเรื่องซักที หลังดู The Tree of Life ที่แม้จะเทพพอกันแต่ก็ติดจะติสท์ไปนิด และ The Help ที่เล่นได้ดีแต่ล้นเวอร์ตามบทไปหน่อย)  
สิ่งที่น่าชื่มชมสำหรับ Take Shelter คือ ถ้าแยกมันออกมาจากประเภทหนังลึกลับหรือหลอนประสาทแล้วละก็ ความดราม่าในหนังก็ยังเข้มข้นไม่แพ้หนังดราม่าทั่วไป อันนี้ก็คงจะมาจากความจริงที่ว่าหนังไม่ดำเนินเรื่องอย่างเพ้อฝันเกินจริงไป แต่อยู่ในสถานะที่เป็นไปได้ ตัวละครเอกไม่ได้ถึงขนาดบ้าแล้วเอามีดมาไล่ฆ่าคน แต่เป็นคนธรรมดาที่ก็ยอมรับว่าตัวเองเริ่มมีปัญหาทางจิต แม้จะไม่อยากเล่าให้ครอบครัวต้องเป็นห่วง ซึ่งก็เข้าใจได้จากการที่ตัวละครเป็นหัวหน้าครอบครัวและต้องแบกรับภาระผู้นำ (แบบที่เราเห็นกันในหนังอย่าง Tokyo Sonata หรือลัดดาแลนด์) ดังนั้นหากเรามองอีกมุมของความบ้าของ Curtis ที่เขาทำไปทั้งหมดก็เพราะเจตนาบริสุทธิ์ที่นึกเป็นห่วงและอยากจะปกป้องครอบครัวทั้งนั้น ซึ่งมันก็เกี่ยวข้องกับปมทางจิตวิทยาในวัยเด็กที่ในหนังเล่าให้ฟังนั่นเอง (ผมจะไม่ยอมทิ้งครอบครัวไปไหน) และปมความขัดแย้งในตัวเอง (ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าตัวเองอาจเป็นบ้า แต่ก็ยังห้ามไม่ให้ทำอะไรๆ ไม่ได้) ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ Shannon แสดงออกมาได้เยี่ยมยอดมากๆ    
ผมกลับมานั่งคิดประเด็นดราม่าที่ Take Shelter ให้ก็ยิ่งคิดก็ยิ่งอิน มันอาจไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติหรือคนบ้าจริงๆ แหละที่เป็นประเด็นสำคัญ มันก็แค่ผู้ชายบ้านนอกคนนึงที่ทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องลูกเมียจากสิ่งที่ตัวเองคิดว่าจะเป็นภัยก็เท่านั้นเอง (แถมยังต้องต่อสู้กับสายตาคนภายนอก และสภาพจิตที่ผิดปกติของตัวเองอีก คือเขาไม่รู้ด้วยซ้ำ ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าพายุมันจะมาจริงไหม แต่คือที่ทำไปเพราะรู้สึกว่าต้องทำ) ความรู้ก็ไม่มี กำลังทรัพย์ก็ไม่มี เครียดก็เครียด โดนคนรอบข้างกดดัน ก็พยายามทำทุกอย่าง เข้าห้องสมุด หาหมอทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากจะหา (เพราะกลัวเรื่องค่าใช้จ่าย) ทำนู่นทำนี่ ทั้งหมดก็เพื่อใครล่ะ ไม่ได้เพื่อเขาเองจะได้หายบ้าเป็นสาเหตุสำคัญเลย แต่เพื่อลูกและเมียเท่านั้นจริงๆ (ซึ่งประเด็นนี้ผมเพิ่งได้มาเขียนเพราะเพิ่งฟัง soundtrack end credit หนังอีกรอบแล้วอินมากครับ [Possible SPOILER] เพลง Shelter โดย Ben Nichols พี่ชาย Jeff Nichols ผู้กำกับนั่นเอง) เพลง spoiler นะครับ เก็บไว้ฟังหลังดูหนังจบอีกรอบก็ดี (เผื่อฟังรอบแรกในโรงไม่ทันหรือเก็บเนื้อเพลงได้ไม่ครบ)
นอกจากนั้นหนังยังสะท้อนสังคมครอบครัวอเมรกันแบบชนชั้นกลางได้ค่อนข้างดีทีเดียว ประเด็นดราม่าที่จะพยายามคงสภาพครอบครัวไว้ก็เกี่ยวข้องกับตัวละคร Samantha ด้วย นอกจาก Curtis จะประสบกับปัญหาการพยายามป้องกันครอบครัวจากพายุร้ายในฝันของเขา ครอบครัวโดยรวม (สามีภรรยา) ก็ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตจริงเหมือนกัน เมื่อเงินร่อยหรอลงทุกที (ก็ที่ส่วนนึงและส่วนใหญ่ต้องเจียดมาเป็นค่าใช้จ่ายของ Curtis ในการป้องกันบ้านเองนั่นแหละ) ตัวภรรยาก็รับบทหนักที่จะต้องประคับประคองทั้งสภาพจิตของสามี และความเป็นไปของบ้านเช่นกัน ซึ่งดราม่าทางนี้ก็นับได้ว่าหนักไม่น้อยและ Chastain ก็แบกรับไว้ได้ดีเลยทีเดียว  
แต่ทั้งหมดทั้งมวล สิ่งที่ชอบมากที่สุดคือฉากไคลแมกซ์ทั้งหลายตอนท้ายครับ เป็นฉากไคลแมกซ์ที่ผมคิดว่ามันเร้าอารมณ์และทรงพลังมากที่สุดเรื่องนึงเท่าที่เคยดูมาในปีนี้เลย (อาจจะเท่าที่เคยดูมาทั้งหมดเลยด้วย) คือจากความนิ่งและหลอนที่หนังค่อยๆปูมา ค่อยๆ ออกมาสู่บทสรุป ทุกอย่างค่อนข้างลงตัวมาก มุมกล้อง การจัดแสง เสียง ทุกอย่างมันเร้าอารมณ์แบบสุดๆ และรู้สึกว่ามันฟินมากๆ (ขออนุญาตใช้คำนี้ ฮ่าๆ) แม้ว่ามันจะไม่มีอะไรให้เสียน้ำตาเลยแต่ผมแอบน้ำตาเล็ด ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ฮ่าๆ  
โดยรวมแล้ว Take Shelter อาจไม่ใช่หนังที่จะแนะนำทุกคนให้ไปดู เพราะมันไม่ใช่หนังแนวตลาดอยู่แล้ว (แต่หนังที่จริงก็ไม่ได้ดูยากขนาดนั้นเลยนะ) แต่สำหรับคอหนังแล้วอยากจะบอกว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ Shannon + Chastain ดราม่า รวมถึงไคลแมกซ์อันสุดยอดก็เพียงพอที่จะเข้าไปรับชมแล้วครับกับหนังเรื่องนี้; Take Shelter เข้าฉายแบบจำกัดเฉพาะ Apex และ House RCA เท่านั้นครับ 
10

Short Review: Bridesmaids (8/10)
นี่เป็นหนังที่ตั้งตารอมานานแล้วครับ ตั้งแต่รู้ข่าวว่า Kristen Wiig (ผมเป็นแฟนเธอจาก Saturday Night Live นะครับ ฮ่าๆ) จะมาแสดงนำในหนัง แล้วหลังจากเห็น trailer แรกกับโปสเตอร์ก็ยอมรับเลยว่าได้ใจมาก และน่าจะออกมาฮาพอสมควร แต่อยู่ดีๆ ก็ต้องตกใจเพราะว่าหนังโดนถอดจากผังเข้าโรงไปแล้วครับ (ทางผู้จัดอาจคิดว่ารายได้ไม่คุ้ม) แต่โชคดีหน่อยที่สุดท้ายก็มีแผ่นลิขสิทธิ์ออกมาให้เก็บกันแล้ว! ;)  
Bridesmaids เล่าเรื่องถึง Annie (Kristen Wiig) สาววัยกลางคนที่กำลังเผชิญกับมรสุมชีวติทั้งทางด้านการงานและความรัก ความโชคดี (หรือโชคร้ายกันแน่) ซ้ำกระหน่ำเข้ามา เมื่อเพือนสนิทที่สุดของเธอ Lillian (Maya Rudolph) กำลังจะแต่งงานและต้องการให้เธอเป็นเพื่อนเจ้าสาว แม้ว่าเธอจะเหนื่อยซะขนาดไหน แต่เพื่อนรักแต่งทั้งทีอย่างงี้ก็ต้องจัดให้! แต่เธอไม่รู้ซะแล้วว่ากำลังมีเรื่องวุ่นๆ ตามมาอีกมากมายก็ตาม  
Bridesmaids เป็นหนังตลกที่แปลกมาก คือเปิดตัวเป็นหนัง chick flick comedy แต่เอาจริงๆ แล้วบทหนังและมุกเข้มข้นและถ่อยมากขนาดที่ว่าเหล่าผู้ชายน่าจะชอบมากกว่าด้วยซ้ำ (หลายคนถึงกับว่าเป็น Hangover ภาคสาวๆ เลยทีเดียว) รวมถึงเป็นหนังที่พิเศษเหมือนกัน เพราะนานๆ ทีจะมีหนัง comedy ที่มีระยะเวลาของหนังร่วมสองชั่วโมง (หนังตลกยาวสองชั่วโมง!) ออกมาให้ได้ชมกัน แต่ถึงอย่างงั้นมันก็ประสบความสำเร็จค่อนข้างดีเลยทีเดียว  
โดยประเด็นของเนื้อหาหนังแล้ว หนังแบบนี้คงไม่ให้อะไรกับคนดูอยู่แล้วนอกจากความบันเทิงล้วนๆ (ถ้าจะลองคิดถึงประเด็นที่พอจะได้ก็เป็นประเด็นเดิมๆ คือเรื่องแนวๆ พวก get over it และมิตรภาพระหว่างสาวๆ) ดังนั้นคะแนนที่จะให้ในครั้งนี้ก็นับได้ว่า based on entertainment ล้วนๆเลยทีเดียว  
สิ่งที่ชอบมากที่สุคคงจะมีอยู่สองอย่าง อย่างแรกก็คือบทอันแสนสุดยอดของ Annie Mumolo (มือเขียนบทที่แอบมาเล่นเป็นผู้หญิงที่นั่งข้างนางเอกตอนอยู่บนเครื่องบินนั่นเอง) ที่เขียนคู่กับ Kristen Wiig เอง แม้เนื้อเรื่องโดยรวมมันจะกลวงมาก แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าบทเขียนออกมาได้ฮาและสอดแทรกมุกได้ดีมากจนกระทั่งมันแทบจะฮาไปเรื่อยๆ ได้ทั้งเรื่อง มุกทั่วไปเป็นแบบมุกจังหวะและไม่ได้ฮาเท่ากันหมด มีแป๊กบ้าง แต่ส่วนใหญ่ฮามากเกือบทุกมุกนะ (หรือผมเส้นตื้นก็ไม่รู้แหะ 555)  
สิ่งต่อมาที่เป็นตัวขับเคลื่อนบทและเพิ่มมิติให้กับบทที่เขียนออกมาได้ดีและมีประสิทธิภาพสูงสุดคือ Kristen Wiig นั่นเอง เป็นการแสดงที่จะเรียกว่าสุดยอดมากๆ (ไม่ได้ในแง่ดราม่าหรืออะไรนะ แต่เป็นตัวละครที่เล่นมุกในบทออกมาได้ฮากระจายมากๆ ต่างหาก) เป็นคนที่ดึงโทนหนังไว้ได้เกือบจะทั้งเรื่องเลย โหดมาก โดยเฉพาะมุกมันเป็นมุกจังหวะและมุกหน้าตายด้วย (ให้ฟีลคล้ายๆ ซิทคอมหน่อยๆ) ก็นับได้ว่าเธอทำได้ดีมากเลยทีเดียว 
ส่วนที่คิดว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้มีอยู่สองสามเรื่อง คือเนื่องจากหนังเน้นมุกกระจายมาก (ผมว่าคงทำไว้ยาวกว่านี้เยอะมาก สังเกตได้จากตัวอย่างหนังมีหลายมุกมากที่ไม่มีในเรื่อง คิดว่าคงโดนตัดออกกระจาย) แต่พอจะรวบเรื่องกลับมาเข้าดราม่าตอนสุดท้ายกลับทำได้ไม่ถึงขั้น เนื้อเรื่องคลายปมง่ายเกินไปมาก และฉากดราม่าทำออกมาได้ไม่ถึงเลย ดังนั้นหนังมันเลยรู้สึกดรอปลงมาตอนท้ายๆ แล้วก็ไม่ค่อย peak เท่าไหร่  
นอกจากนั้นยังอยากจะตินิดนึงเรื่องการกระจายบทให้ maids ทั้งหลาย คือแต่ละคนมีศักยภาพดีมากๆ อยู่แล้ว และคาแรกเตอร์แต่ละตัวที่ represent มันก็น่าสนใจมาก แต่หนังกลับให้น้ำหนักกับบางตัวละครเป็นพิเศษมากเกินไปจนทำให้ที่เหลือดูเป็นตัวประกอบ คิดว่าน่าจะดีกว่านี้ถ้ากระจายบทไปให้ตัวรองๆ (อย่างคุณแม่สุดแสบ หรือตัวละครสุดติ๋ม) ให้ได้ฮามากกว่านี้  
สุดท้ายแม้ Bridesmaids จะไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบและด้อยด้านดราม่าไปหน่อย แต่ก็เป็นหนัง comedy เรื่องนึงแห่งปีนี้เรียกเสียงฮาได้เฉียบขาดไม่น้อย และด้วยบทและการแสดงหลักของ Kristen Wiig ก็เรียกว่าเป็นหนังฮาน่าดูเรื่องนึงของปีเลยทีเดียวครับ ใครสนใจมีเป็น DVD วางแผงตามร้านชั้นนำแล้วครับผม :)
ปล. ที่จริงบทของ Rose Byrne น่าจะลอให้ Bryce Dallas Howard มาเล่นดูนะผมว่า เพราะมันคาแรกเตอร์มันได้เลย จะได้รวบยอดเป็นตัวแสบนางร้ายหนังสามเรื่องไตรภาคไปเลย (50/50 + The Help + เรื่องนี้) ฮ่าๆ
3
 
Short Review: Win Win (9/10)

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ทราบข่าวคราวอีกแล้วครับ (ก็แน่ละ ไม่ได้เข้าฉายในไทย) แต่เป็นหนังที่ได้รับคำแนะนำมาจากอาจารย์สอนภาษาอังกฤษตอนมัธยมปลายของผมที่ิติดต่อกันทาง Facebook อยู่ครับ บอกว่าคนกำกับคือคนเดียวกับที่กำกับ The Visitor เลย เลยรู้สึกว่าต้องหามาดูแล้ว เพราะส่วนตัวผมชอบเรื่อง The Visitor มาก แต่ไม่มีใครเอาเข้ามาฉายครับ ก็เลยต้องออกอ่าวไปอีกตามเคย - -”  
Win Win เล่าเรื่องของทนายความ Mike (Paul Giamatti) ที่กำลังเผชิญกับมรสุมชีวิต เมื่อหน้าที่การงานกับรายได้ไม่สัมพันธ์กัน เมื่อมีโอกาสเข้ามา เข้าจึงรีบฉวยไว้ทันที โอกาสที่ว่านั้นก็คือการรับเป็นผู้อนุบาลชายแก่ Leo (Burt Young) ผู้เป็นอัลไซเมอร์คนหนึ่งแทนรัฐบาล (แทนที่จะให้รัฐบาลเอาไปไว้บ้านพักคนชรา) เพื่อที่จะรับเอาเงินเบี้ยเลี้ยงมาเป็นค่าใช้จ่ายขัดตาทัพไปก่อนนั่นเอง เรื่องวุ่นจึงเกิดขึ้น เมื่ออยู่ดีๆ ก็มีเด็กผู้ชายวัยรุ่นผมทองมานั่งรออยู่ที่หน้าบ้านของ Leo แล้วบอกว่าเป็นหลานเขาหนีออกจากบ้านมาแล้วมาขออยู่ด้วยอีก เขาจะหาทางออกจากเรื่องนี้ยังไง ต้องติดตามชมกันเองครับ
ส่วนที่ชอบมากที่สุดของ Win Win ก็คือการดีไซน์คาแรกเตอร์ (พูดง่ายๆ คือตัวบทของ Tom McCarthy) โดยแท้ ส่วนหนึ่งเพราะเนื้อเรื่องมันค่อนข้างจะเป็นไปได้ยาก (แต่พอมาทำเป็นหนังก็ใช่ว่าเราจะมานั่งรู้สึกว่าหนังมันเวอร์ ก็ตามสไตล์ดราม่าทั่วไปแหละครับ) จากเหตุการณ์หลายอย่าง แต่สิ่งที่โดดเด่นขึ้นมาจึงเป็นคาแรกเตอร์แต่ละตัว ที่ต้องขอบคุณบทอย่างมากที่เอื้อให้มันมีเลือดเนื้อขึ้นมาจริงๆ แบบนี้ หนังหลายเรื่องเลือกที่จะเล่าเรื่องราวสุดรันทด หลังหลายเรื่องเล่าเรื่องโรแมนติกเกินเหตุ หรือหนังหลายเรื่องเลือกที่จะเล่าดราม่าหนักๆ บีบคั้นอารมณ์ แต่เรื่องนี้มีลักษณะเฉพาะจริงๆ (ส่วนตัวคิดว่าอาจมีลุ้นแม้บางเบา เข้าชิง Oscar บทยอดเยี่ยมนะครับ)  
Win Win ให้ความรู้สึกเหมือนตอนที่ดู Sideways ของ Alexander Payne (ซึ่งอีกแล้วครับ Giamatti แสดงนำอีกแล้ว) คือตัวละครมันมีเลือดเนื้อ มันมีมิติ ไม่ได้ดีเลิศหรือเลวร้าย หรือเป็นตัวสะท้อนของบุคลิกหรือแนวคิดใดๆ อย่างเดียวอย่างหนึ่งอย่างที่หนังหลายเรื่องทำ (หนังส่วนใหญ่จะผูกคาแรกเตอร์ไว้แล้วว่าดูเท่เท่านั้น แบดบอยกลับใจ คนนี้หวงลูก คนนี้บลาๆ ​ซึ่งเวลาดูหนังเราก็จะโฟกัสไปที่ topic นั้น) แต่ Win Win ทำให้ Giamatti คือตัวเราและคนที่เรารู้จัก ตัวละครที่เป็นคนธรรมดา มีชีิวิตแบบธรรมดานี่แหละ แค่เขาต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ ยากๆ นั่นเอง แล้วผมก็อดปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าผมอยู่ในฐานะเดียวกับเขา ผมก็อาจจะทำแบบเดียวกันนี่แหละ ซึ่งสิ่งนี้นั่นเองทำให้ Win Win มีเสน่ห์และอินง่ายมากๆ  
การแสดงก็นับได้ว่าขั้นเทพ รู้สึกจริงๆ ว่าบทแบบนี้ไม่มีใครเล่นได้ดีแบบ Paul Giamatti อีกแล้ว ส่วน Amy Ryan ที่รับบทภรรยา (Jackie) ก็เล่นได้แสบสะใจไม่แพ้กัน รวมถึงอีกคนที่รู้สึกว่าโดดเด่นคงเป็นบท Kyle ของ Alex Shaffer ดาราหน้าใหม่วัย 18 ปีที่เป็นอดีตนักกีฬามวยปล้ำของโรงเรียนด้วยนะครับ แต่ว่าเขากระดูกสันหลังหักเลยไม่สามารถเล่นแบบอาชีพได้อีกต่อไป ก็นับว่าเล่นได้ดูมีปัญหาดี (ฮ่าๆ)  
นอกจากการสร้างตัวละครจะเทพแล้ว เนื้อหาของหนังยังนำเสนอมุมมองด้าน Humanist ได้น่าสนใจ (และกินใจ) อีกด้วย ซึ่งเป็นธรรมดาว่าการดูหนังจะให้ความรู้สึกฟีลกู้ด (เพราะมันเป็นเรื่องของคนธรรมดาที่มีทั้งด้านดีและร้ายแต่พยายามจะเป็นคนดี) และอบอุ่นหัวใจอยู่ไม่น้อย ประเด็นหลายอย่างอย่างการพยายามเป็นคนดี พยายามแก้ไขสิ่งที่ผิด เข้าอกเข้าใจคนอื่น ให้ความรักและความดูแล โอกาสที่สอง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบที่แสนจะลงตัวสำหรับหนังเรื่องนี้ครับ 
ส่วนเพลงประกอบก็นับว่าทำได้ดี แต่ส่วนที่โดดเด่นคงเป็นเพลง end credit ของ The National เพลง Think You Can Wait ที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน อาจจะเป็นเพราะว่าเขาแต่งเพลงให้หลังจากดูหนังจบเรียบร้อยแล้วก็เป็นได้นะครับ จากข้อมูล (ทาง YouTube) บอกว่าทางวงคิดเพลงนี้ขึ้นโดยใช้ theme ของ Tom McCarthy ที่พูดถึงการเป็นคนธรรมดามากๆ แต่พยายามอย่างมากที่จะเป็นคนดี  
โดยรวมแล้ว Win Win เป็นหนังที่ Win Win เหมือนกับชื่อเรื่องครับ คือผู้กำกับและผู้เขียนบท (คนเดียวกัน) ได้เครดิตมหาศาลและคำชมมากมายถึงบทที่แสนจะอบอุ่นใจและสมจริง ส่วนดารานำคนอื่นๆคงได้เครดิตกันมากมายจากการแสดงระดับเทพๆสำหรับุกคน และเราก็ได้หนังดีๆ (ที่นานๆ จะมาทีแบบนี็)มาให้ชมกัน ก็นับว่า Win Win เป็นหนังที่ควรค่าแก่แการดูเป็นอย่างยิ่งครับ แนะนำให้ดูเลย ไม่แน่ใจว่าหนังแบบ DVD ลิขสิทธิ์ที่มีซับไทยจะได้มีโอกาสมาเป็นแผ่นในบ้านเราหรือเปล่า ถ้าใจร้อนยังไงก็แนะนำให้ไปออกอ่าวมาเช่นเคยครับ ฮ่าๆ
แก้ไข 24 Nov DVD ลิขสิทธิ์วางขายแล้วครับ 339 บาทถ้วนครับผม :)
7

Short Review: An Education (9/10)
ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่านี่เป็นเรื่องที่เห็นผ่านๆ ในแมกกาซีนหนังซักเล่มนึง แต่เห็นว่าเป็นหนังที่ดีพอสมควร แต่ก็ยังไม่รู้เลยจริงๆว่าเกี่ยวกับอะไร (ปกติผมไม่ค่อยชอบอ่านปกหลังหนังอยู่แล้วครับ) แล้วรู้สึกว่าปกสวยดี (ชอบมาก) เลยอยากซื้อมาเก็บ แต่ช่วงนั้นหาแผ่นไม่ได้เลย ก็เลยต้องรอไปก่อน เพิ่งมาหาแผ่นเก็บได้เร็วๆนี้ครับ วันนี้ว่างๆ ก็เลยหยิบมาดูซะหน่อย  
An Education เล่าเรื่องของเด็กหญิงวัยมัธยมปลาย Jenny (Carey Mulligan) คนหนึ่ง ที่กำลังไปได้สวยกับชีวิตการเรียน หน้าตาน่ารัก เธอเป็นที่รักของเพื่อนๆ และคุณครู ได้ A+ ในวิชาวรรณกรรม มีแฟนหนุ่มหน้าเนิร์ดคนนึง และอยู่กับครอบครัวที่อบอุ่นฐานะปานกลาง (แม้คุณพ่อจะค่อนข้างเฮี้ยบไปหน่อย Jack - นำแสดงโดย Alfred Molina) แต่แล้วด้วยวัยที่เริ่มเป็นสาว เธอก็เริ่มเบื่อกับชีวิตประจำวันของเธอที่มีแต่การเรียน ดังนั้น เมื่อชายหนุ่มวัยกลางคนมากเสน่ห์อย่าง David (Peter Sarsgaard) ก้าวเข้ามาในชีวิต เธอจึงไม่ลังเลทีี่จะก้าวหนีจากโลกอันน่าเบื่อของเธอไปยังโลกแสงสีที่เต็มไปด้วยอาหารรสเลิศ เพลงแจ๊ส และอื่นๆ แต่นี่จะส่งผลต่อการเรียนอย่างที่อาจารย์ของเธอ Miss Stubbs (Olivia Williams) และอาจารย์ใหญ่ (Emma Thompson) หวังไว้หรือเปล่า?  
An Education เข้าชิง Oscar ปี 2010 ถึงสามสาขาด้วยกัน อันได้แก่ Best Picture, Best Writing (Adapted Screenplay), และ Best Leading Actress ซึ่งชวดทั้งสามสาขา ไปให้กับ The Hurt Locker, Precious, และ Sandra Bullock ไปตามลำดับครับ  
สิ่งที่แรกชอบมากเกี่ยวกับหนังและเป็น first impression เลยคือ opening credit ของหนังที่ทำเป็นภาพแอนิเมชันโดยใช้ชอล์กครับ รู้สึกชอบมาก ไอเดียดีมาก เป็นฉากเปิดที่นับว่าดึงความสนใจไว้ได้พอสมควรเลย  
แต่สิ่งที่ชอบมากที่สุดในหนังคงจะเป็นบทของ Nick Hornby ที่เขียนเนื้อเรื่องออกมาได้มีสีสันค่อนข้างมาก ชอบประเด็นหนังในแง่ที่ว่ามันเป็นสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้จริง และเป็นความฉลาดที่หยิบประเด็นนี้มาทำเป็นหนัง หนังไม่เลือกที่จะเล่าเรื่องในมุมมองแหลกเหลวของเด็กหลังห้อง (แบบที่หนังญี่ปุ่นนิยม) หรือประเด็นการเรีียนแข่งขัน ชีวิตเข้ามหาวิทยาลัยโดยตรง (ชีวิตหวานสวยโรแมนติก) แต่ฉลาดที่จะหยิบมุมมองเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ (แต่เป็นประเด็นที่น่าสนใจ) อย่างประเด็นเด็กหน้าห้องกับประสบการณ์นอกห้องเรียน (ที่คงจะเป็นสิ่งที่รู้กันอยู่แล้วว่าเด็กเหล่านี้มักขาด) 5555  
ชอบการวางคาแรกเตอร์ของตัวละคร โดยเฉพาะการผูกเรื่องตัวละครหลักกับเพ่ือนๆ และครอบครัวนะครับ มันไม่เยอะมากไป ไม่น้อยไป กำลังดี (ส่วนนี้อาจต้องชม Lone Scherfig ผู้กำกับคนเดียวกับที่กำกับ One Day เลยนะครับ) ชอบอัตราส่วนหนังมาก เพราะหนังแบ่งเค้กได้ค่อนข้างถูกสัดส่วน ไม่ให้เวลาดราม่าหนักกับที่บ้านมากเกินไป แต่ปันส่วนมาเล่าถึงโลกภายนอกที่ Jenny อยู่ ได้สัมผัสถึงความหรูหราฟู่ฟ่าในโลกที่เธอเพิ่งพบเจอมาด้วย ทำให้เรารู้สึกอินกับเนื้อเรื่องได้มากกว่าบีบน้ำตาเมโลดรามาให้มันสุดๆ ไป หนังทำให้เราโลดเต้นไปกับตัวละครเอกได้ด้วย ไม่ได้กะจะให้เราตัดสินอะไร แต่อาจจะตั้งงคำถามให้เรามากกว่าก็ได้ว่า ถ้าเป็นเรา เราจะทำยังไง ไม่แน่ ณ จุดๆ นั้น เราอาจเลือกเส้นทางที่ผิดจากที่มันควรจะเป็นจริงๆ ก็ได้ 
หนังพูดถึงประเด็นของการเติบโตและเรื่องวัยได้ดีมาก ณ วัย ที่เราเป็นวัยรุ่น เรารู้สึกว่าเรารู้ดีกว่าคนอื่น เราฉลาด เรากระตือรือร้น เรามีความฝัน เรากล้าโต้เถียงในสิ่งที่เราคิดว่าถูก เราลงมือทำในสิ่งที่เราคิดว่าดีโดยไม่ฟังคำแย้งของคนอื่น เรามองว่าผู้ใหญ่หัวโบราณ เราใช้ความกล้าของเราในยุคนั้นเป็นเครื่องมือในการทำให้ชีวิตเรามีความสุข ประเด็นคือ เราคิดว่าเราโต (mature) แล้วแต่ที่จริงสติสัมปชัญญะและวิจารณญาณเราโตตามความรู้ที่เรามีหรือเปล่า หรือเรายังเป็นเด็กน้อย (youth) ที่คิดไปเองว่าเราโตแล้ว รวมถึงคำถามด้านตรงข้ามที่ว่า การเรียนในห้องเรียนอย่างเดียวพอหรือเปล่า เราควรออกไปเปิดหูเปิดตาให้รู้จักชีวิตบ้างหรือไม่ ไม่เช่นนั้นเราจะเรียนไปทำไมให้เบื่อซะเปล่าๆ
โปรดักชันย้อนยุคของหนังก็ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว การเลือกโลเคชันถ่ายทำที่ออกซ์ฟอร์ดและปารีสถือว่ามาได้ถูกจุดมาก และการถ่ายทำช่วงปารีสเป็นช่วงที่ผมชอบมาก มันได้อารมณ์ไปท่องเที่ยวและเปิดโลกกว้างมากๆ  
สิ่งที่ต้องชมรองลงมาคงไม่พ้นการแสดงชอง Carey Mulligan ที่นับว่าเป็นใบเบิกทางให้เธอเข้าสู้วงการอย่างแท้จริง (เธอเคยเล่นหนังเก่ามาแล้วอย่าง Pride & Prejudice แต่ก็ไม่ได้ดังมาก) เรื่องนี้เล่นดีมากจริงๆ ให้ลุคแบบที่หนังต้องการจะได้เลย ตั้งแต่เปิดหนังมาคือเป็นเด็กเรียน ตัวเล็กๆ น่ารัก แต่พอหนังเริ่มผ่านไปก็เริ่มเห็นเธอเปลี่ยนแปลงไปเปรี้ยวขึ้นบ้างอะไรบ้าง ชอบ Peter Sarsgaard ในแง่ที่ว่าเล่นได้ในแบบที่ผมอยากให้เขาเล่นนะครับ (ฮ่าๆ เป็นไปตามที่คาดหวัง) ชอบดาราอื่นๆ ทุกคน แต่ที่ชอบแบบปลื้มมากที่สุดคือ Olivia Williams ครับ (ขวัญใจผมนะ สุดจะ underrated เลย) ที่เล่นได้สุดยอดมากอีกแล้ว และรับเชิญอย่าง Sally Hawkins ที่แม้เข้ามาเซอร์ไพรซ์ฉากเดียวครับ ฮ่าๆ  
โดยรวมแล้ว An Education เป็นหนังที่ดีและดูสนุก ดูได้ทุกเพศทุกวัย น่าดูมากโดยเฉพาะเด็กนักเรียนมัธยมที่อยู่ในวัยเดียวกันกับตัวละครนะครับ เพราะส่วนตัวคิดว่าหนังให้ข้อคิดที่ดีกับทั้งเด็กเกเรและเด็กเรียนจ๋า เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงไปพร้อมกับสาระ นักแสดงก็ดีมาก บทเขียนมาได้ฉลาดและดูแล้วสนุก โปรดักชันดี ถ่ายสวย คุ้มค่าแก่การรับชมแน่นอนครับ หา DVD ได้ตามร้านทั่วไปเลยครับผม :)
10

Short Review: Confessions (告白) (8.5/10) 
สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้ยินมานมนามมากแล้วครับ และอยากจะดูมานานมากแล้ว แต่หวังไว้ว่าอาจจะได้ลิโด้หรือสกาล่าบ้าง *ทำตาปริบๆ* แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครเอาเข้ามาครับ ผมเลยรอสักพักให้แน่ใจก่อนออกไปอ่าวโจรสลัดมาอีกทีนึง (ไม่มีซับไทยด้วยนะเรื่องนี้ TT) (เห็นมั้ย ที่จริงผมมีจรรยาบรรณนะ ถ้าเรื่องไหนไม่มีใครเอาเข้ามาจริงๆ จำเป็นถึงทำ TT)  
Confessions เปิดเรื่องมาด้วยฉากดำทะมึน นักเรียนมัธยมต้นไร้กาละเทศะนับสิบคนนั่งหัวเราะกันอย่างมีความสุข ดื่นนมที่ทางโรงเรียนจัดไว้ให้ แซวเล่นกัน โดยไม่ใครสนใจอาจารย์ Yuko Moriguchi (Takato Matsu) อาจารย์ประจำชั้น จนกระทั่งมีคนได้ยินอาจารย์พูดขึ้นมาว่าจะลาออกแล้วเลิกสอน ทั้งคลาสเต็มไปด้วยความสุข ก่อนที่จะตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้งเมื่อได้ยินสาเหตุของการลาออกว่าเกิดจากการเสียชีวิตของลูกสาวของเธอ ที่มีเด็กชาย A (Shuya Watanabe แสดงโดย Yukita Nishii) และเด็กชาย B (Naoki Shimomura แสดงโดย Kaoru Fujiwara) นักเรียนสองคนที่นั่งอยู่ในห้องนั้นเองที่เป็นสาเหตุ และตั้งแต่วินาทีนั้น การแก้แค้นอันน่าตกตะลึงก็เริ่มต้นขึ้น
ถ้าหากไม่บอกมาก่อนว่า Confessions กำกับโดย Tetsuya Nakashima คนเดียวกับที่กำกับ Memories of Matsuko นั้น ผมคงจะไม่รู้เป็นแน่แท้ เพราะเขาฉีกการกำกับเก่าทิ้งโดยสิ้นเชิง (ถ้าไม่นับฉากเดียวที่พอจะเหลือเค้าอยู่คือฉาก flashback Naoki ที่เห็นภาพซ้อนกับ Matsuko อยู่รำไร) แต่ครั้งนี้ผู้กำกับเน้นใช้โทนหม่นทั้งเรื่องเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นแสง สี (ดำ เทา ทึมตลอด ตรงข้ามกับหนังสีจัดอย่าง Matsuko เป็นยิ่งนัก) นอกจากนี้ยังใช้เทคนิกสโลวโมชั่นเยอะมาก (ตรงข้ามกับหนังเรื่องเก่าอีกเช่นเคยที่ใช้แต่ฉากกรอเร็วๆ)  
ขอไล่มาเลยนะ สิ่งที่ชอบมากที่สุดของเรื่อง Confessions เห็นจะไม่พ้นเรื่องพล็อตเรื่องนี่แหละครับ มาจากนิยายของ Kanae Minato (ปัจจุบันมีนิยายเล่มภาษาไทยของแพรวสำนักพิมพ์แล้วนะครับ) ที่ยอมรับเลยว่าเจ๋งมากจริงๆ หนังนำเสนอออกมาในรูปแบบของคำสารภาพ หลายคนอาจสงสัยเช่นเดียวกับผมว่าหนังจะดำเนินต่อไปยังไงในเมื่อมันจบชัดเจนตั้งแต่ตอนแรกแล้วว่าใครคือคนร้าย ไม่ต้องมานั่งลุ้นนั่งเดาแบบหนังหลายๆเรื่อง แต่ความเจ๋งของหนังเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นครับ หลังเรารู้ว่าใครเป็นคนร้าย หนังยังมีเหตุการณ์ที่เป็น consequence ต่อ รวมถึงหักมุมหลายตลบจนคาดไม่ถึงครับ  
กล่าวคือ หลังจากหนังเล่าเรื่องในส่วนต้นจบ หนังจะค่อยๆ ย้อนไปฟังคำสารภาพของแต่ละตัวละครต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่ผมชอบมาก เพราะว่าตอนดูหนังตอนแรกจะมีคำถามในคดีมากมาย ว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนั้นแบบนี้ แต่พอหนังค่อยๆ ให้แต่ละตัวละครสารภาพออกมาทีละนิดๆ ถึงคำอธิบายของเหตุการณ์ และสาเหตุแรงจูงใจ มันกลายเป็นการกลับสถานการณ์หน้ามือเป็นหลังมือ ซ่ึงหนังมีแบบนี้ตลอดให้เดาทางแทบจะไม่ได้จนจบเรื่องเลย  
หนังพูดถึงประเด็นวัยรุ่นญี่ปุ่นได้ดีมากเหมือนกัน (พอๆ กับ Lily Chou-Chou) อันได้แก่ปัญหาความอบอุ่นทางด้านครอบครัวทั้งหลาย (เป็นประเด็นที่ดูจะ common มาก ในไทยก็มีเยอะแยะแบบนี้ แต่เด็กเราไม่ได้ขนาดนี้ หนังเอามาพูดในแง่มุมที่มันดูรุนแรงกว่า)  
ส่วนสิ่งรองลงมาที่ชอบมากคือการแสดงครับ ดาราแต่ละคนเล่นกันได้ระดับเทพมาก คือดาราผู้ใหญ่คงไม่เท่าไหร่ แต่ดาราเด็กแต่ละคนนี่เหลือทนจริงๆ เล่นกันได้เทพมาก ไม่เข้าใจว่าไปขุดหามาจากไหน  
แต่ส่วนที่อยากจะติก็คือ แม่ art direction จะงามมาก แต่บางครั้งการกำกับศิลป์ที่มือหนักเกินไปกับสร้างความอึดอัดให้ผู้ชมนะ สำหรับผมรู้สึกว่าหนังหนักมือไปกับการใช้ slow motion เยอะไปสักหน่อย (ใช้ทั้งเรื่องเลยมั้ง) ซึ่งมันต่างกับ Matsuko พอสมควรนะ คือคราวนั้นใช้ได้เพราะรู้สึกว่าหนังโทนมันเร็วและดึงเรื่องไปข้างหน้าให้คนตื่นตัวตลอดเวลา แม้จะเข้าใจว่าหนังจะเข้าข่าย genre horror thriller แต่ก็รู้สึกว่ากำกับได้หนักมือไปนิด ถ้าแทรกช่วงที่สโลว์ด้วยอะไรหลายอย่างอาจทำให้หนังดูไหลลื่นได้มากกว่านี้นะครับ  
แต่อย่างไรก็ตามรางวัลหลายสถาบันที่ได้รับรวมถึงการได้เสนอชื่อเป็นตัวแทนของประเทศญี่ปุ่นในการประกวดออสการ์ในสายต่างประเทศก็คงการันตีคุณภาพหนังได้อย่างดี หนังค่อนข้างแรงเอาการอยู่ แต่ก็นับว่ามีประเด็นที่จับต้องได้ เสียดสีและสะท้อนสังคมเอาการ และยังดูสนุกมากตามมาตรฐานทั่วไป ไม่ต้องตีความให้ยุ่งยากอีกด้วย ใครสนใจอยากแนะนำให้ไปหามาดูกันได้เลยครับ (วิธีง่ายและเร็วสุดคืออ่าวโจรสลัดคร้าบ)
8