Long Review: Rashomon (羅生門) (10/10)
อาจพูดได้ว่า ภายในบรรดาหนังของผู้กำกับมากฝีมือตำนานชาวญี่ปุ่น Akira Kurosawa มั้ง นี่นับจะเรียกได้ว่า เป็นงานชิ้นเอกมากที่สุดหรือได้รับการพูดถึงบ่อยเกือบที่สุดได้เลย (ถ้าไม่นับ Seven Samurai) ซึ่งตอนแรกผมจะไปดูในงานของ SFW กับเจแปนฟาวน์เดชั่นในงานครบรอบ 100 ปี Akira Kurosawa แล้ว แต่ไม่ว่างไปวันแรก (และกลัวคนเยอะ) เลยได้ไปดูเรื่องอื่นมาแค่เรื่องเดียวคือ Ikiru ซึ่งนับได้ว่าชอบมาก มาวันนี้เลยหาเรื่องนี้มาดูครับผม
เรื่องราวเริ่มเมื่อคนตัดฟืน และพระ ต้องหลบฝนอยู่ที่ด่านประตูเมือง Rashomon (หรืออาจเรียกว่าประตูผี เป็นบริเวณที่หลังๆโดนทิ้งร้างและเป็นแหล่งเสื่อมโทรม ซ่องสุมของพวกโจร หรือเป็นที่เอาเด็กหรือศพมาทิ้งไว้) และชายปริศนาได้วิ่งมาหลบฝนที่นี่เหมือนกัน ได้เกิดความสงสัยว่าทำไมคนตัดฟืนและพระจึงดูสิ้นหวังขนาดนั้น สอบถามไปสอบถามมาจึงได้ทราบว่าคนตัดฟืนและพระได้ไปเจอเหตุการณ์สุดแสนประหลาดว่าด้วยการเสียชีวิตของซามูไรท่านหนึ่งเข้า เรื่องอาจจะดูปกติดีถ้าไม่นับว่าการให้การของพยานสี่ปาก ได้แก่ ตัวคนตัดฟืนเอง โจร (ชื่อ Tajomaru) ซามูไร (ที่เสียชีวิตไปแล้วแต่มาให้การผ่านคนทรง) และ ภรรยาซามูไร กลับให้การไปคนละทิศคนละทางโดยสิ้นเชิงเลย
——-
[SPOILER: 4 ย่อหน้าต่อไปนี้เป็นเรื่องย่อแบบค่อนข้างละเอียดขึ้น แต่ไม่เปิดเผยตอนจบของหนัง]
ขยายความการให้การของแต่ละท่านซักเล็กน้อย เริ่มจากการให้ความของคนตัดฟืนนั้นกล่าวว่า ระหว่างที่ตัวเองออกป่าไปหาฟืน ก็ได้เจอศพชาวซามูไรโดยบังเอิญ จึงลนลานกลัวกลับไปหาตำรวจ (ซึ่งภายหลังกลับคำให้การมาเป็นอีกแบบหนึ่ง)
ฝ่ายโจร Tajomaru ต่อมาบอกว่า ตัวเองหลับๆอยู่ เจอซามูไรกับภรรยาเดินผ่านมา ตัวเองตกหลุมรักกับภรรยาซามูไรทันที จึงหลอกล่อจับซามูไรไว้ และจับผูกเชือก หลังจากนั้นจึงเอาภรรยาให้มาเห็นความอับอายของสามี ภรรยาเธอขัดขืนเต็มที่ก่อนที่จะโดนโจรจับตบจูบขืนใจ (-.-) เธอกล่าวกับเขาว่าอับอายถ้าต้องมีสามีถึงสองคน เขาจึงตัดสินใจดวลดาบกับซามูไรอย่างเมามันส์และฆาตกรรมซามูไรได้สำเร็จ แต่เธอก็หนีไปเสียแล้ว
ฝ่ายภรรยาก็บอกว่า หลังเธอโดนขืนใจ โจรก็หนีไป สามีซามูไรของเธอก็ดูจะรังเกียจในตัวเธอเป็นอย่างมาก เธอรู้สึกอับอายมากและยอมเสียชีวิตดีกว่า หลังจากนั้นเธอก็ร้องไห้หมดสติไป ตื่นขึ้นมาก็พบว่ามีดาบสั้นปักอยู่บนอกตัวสามีแล้ว (หนัง imply ว่าเธออาจขาดสติแล้วฆ่าสามีของเธอเอง) เธอจึงวิ่งซมซานออกจากป่ามาที่แม่น้ำ พยายามฆ่าตัวหลายหลายวิธีแต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งหลบไปในวัดและตำรวจมาพบ
ฝ่ายสามี (ซามูไร) บอกว่าหลังจากโจรขืนใจภรรยาของเขา มันก็พยายามปลอบโยนแกมบังคับให้เธอตกเป็นภรรยาของมัน แทนที่ภรรยาจะตอบปฏิเสธ เธอกลับยอมรับ พร้อมเสนอให้โจรฆ่าสามีเธอซะ  เพราะจะตกเป็นมลทินแก่เธอหากเธอต้องตกเป็นหญิงของใครสองคน โจรทึ่งในความชั่วร้ายของหญิงคนนี้ จึงผลักเธอลงกับพื้นแล้วถามซามูไรว่าจะให้ทำอย่างไรกับหญิงคนนี้ดี ระหว่างที่กำลังถามกันนั้นเธอก็อาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีไป โจรป่าไล่ตามเธอไปแต่ก็ตามไม่ทัน จึงปลดเชือกให้ซามูไร ซึ่งทนความอัปยศของตัวเองไม่ไหว ฆ่าตัวตายในที่สุด
——-
เป็นงานชิ้นอมตะเป็นอย่างมากที่อาจพบได้ในหลายรูปแบบนะครับ (ผมเคยอ่านฉบับภาษาไทยมาแล้วรอบนึง แปลไทยโดย มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช น่าจะของนานมีบุ๊คส์ถ้าจำไม่ผิิด)  ซึ่งหลังอ่านหนังสือไปแบบคร่าวๆ (และลืมไปจะหมดแล้ว) ก็ลองมาดูหนังใหม่ (หนังได้ดัดแปลงมาจาเรื่องสั้นของ Ryunosuke Akutagawa (In a Grove) ได้ความว่าดังนี้ครับ (หนังเปิดตัวอย่างไม่ดังนัก แต่ก็ดังเป็นพลุแตกหลังได้รางวัลสิงโตทองคำจาก Venice ส่งผลให้ได้ Oscar สาขา Horonary Award รางวัลหนังภาษาต่างประเทศที่โดดเด่นมากสุดในอเมริกา) ในปีต่อมา (o_O) (อันนี้จาก Bioscope นะครับ)
ก่อนอื่นที่อยากชมคือการกำกับของผู้กำกับ Akira Kurosawa อีกแล้ว ที่คุมการถ่ายทำฉากต่างๆได้ดีมากๆ (โดยเฉพาะฉากในป่าตอนแรกๆที่เล่นกับแสงเงา และ score บรรเลงเร้าใจตอนเจอศพ เป็นฉากที่ชอบมากๆ) อาจต้องชมทั้งผู้ช่วยผู้กำกับอีกสองท่านและ cinematographer ที่บรรจงสร้างงานออกมาได้ดีมาก ดูง่าย รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ในการเล่าเรื่องแบบ Flashback โดยที่แต่ละตัวละครต่างเล่าเรื่องออกมานมุมของตัวเองเลย (เป็นต้นกำเนิดว่า Flashback นั้น หากใช่ความจริงแท้ไม่ ที่จริงมันก็คือมุมมองการเล่าเรื่องของมนุษย์ อาจโดนเสริมแต่งโดยปัจเจกคนคนนั้นไปอย่างไรก็ได้ ซึ่งภายหลังเป็นแรงบันดาลใจให้หลายเรื่อง อย่างเช่น The Usual Suspect เป็นต้นนำไปใช้) รวมถึงการเล่าเรื่องตัดกลับไปกลับมาเป็นวิธีที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบันนี้  (อาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษที่ผมติดต่อด้วยอยู่บอกว่าเป็นการเปลี่ยนวิธีการคิดและทำหนัง เป็นแรงบันดาลใจให้หนังภายหลังหลายๆเรื่องเลยทีเดียว)
Flashback ที่ว่าไม่เพียงแต่ต่างกันในสิ้นเชิงในมุมมองการเล่าเรื่องของแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังมีความจริงเป็นแกน (อันน้อยนิด) ซ่อนอยู่ (ซึ่งโดยปิดบังด้วยความเท็จตามธรรมชาติจากความพยายามดึงเรื่องเหล่านั้นเข้าหาตัวเองให้ตัวเองดูดีมากที่สุด น่ารังเกียจน้อยที่สุด และเป็นที่ยอมรับหรือเห็นใจของสังคม อันเป็นประโยชน์ต่อตนเองมากที่สุด) ความฉลาดของ Kurosawa (หรือจะเป็น Ryunosuke หว่า) อยู่ตรงที่ว่า หลังเราได้ยินคำให้การของทั้งสี่คนเรียบร้อยแล้ว หนังไม่ได้เฉลยเรื่องราวอย่างที่หลายๆเรื่องทำ แต่กลับปล่อยค้างไว้อย่างนั้นให้เราเอากลับไปคิดเอง ว่าใครเล่าเรื่องจริง เล่าเรื่องเท็จ และความจริงน่าจะเป็นอย่างไร เป็นการทิ้งความท้าทายไว้ให้คนดูอย่างเราๆไปคิด (เป็นอัตโนมัติที่เราจะอยากหาความจริงจากเรื่องที่ได้ยินมาต่างกันอยู่แล้ว) แม้ที่จริงความจริงนั้นไม่สำคัญเลยก็ตาม (ในหนังเรื่องนี้) เพราะแกนหลักของหนังดูจะเกี่ยวกับปรัชญาจิตใจของมนุษย์มากกว่า
นอกจากนี้งานการแสดงของดารานำทั้งสี่นับได้ว่าเจ๋งมาก ตั้งแต่โจร Tajomaru (Toshiro Mifune) ที่เล่นหัวเราะได้อย่างบ้าคลั่งได้ใจมาก, ภรรยาซามูไร (Machiko Kyo), ซามูไร (Masayuki Mori), และคนตัดฟืน (Takashi Shimura จาก Ikiru อีกแล้วครับท่าน) (ที่จริงมีพระ คนทรง - ที่หลอนมากกกกก และชายปริศนาที่เข้ามาตั้งแต่ต้นเรื่อง) เล่นกันเน้นออกอารมณ์สุดๆ เล่นกันแบบจ่ายร้อยให้พันเลย 
ส่วนที่ชอบมากที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องราวหลักๆเอง ว่าด้วยความมืดดำและชั่วร้ายของจิตใจมนุษย์​ (หนังจริงๆค่อนข้างดาร์คมากนะผมว่า เพียงแค่มุมมองการนำเสนอออกมาไม่ดำมืดขนาดนั้น แต่แกนของเรื่องมันแรงเอาการอยู่) ตั้งแต่เปิดเรื่องมาพระเปรียบคนชั่วร้ายกว่าสิ่งต่างๆ ตั้งแต่โรคร้าย สงคราม และอื่นๆแล้ว ต่อมาประเด็นนี้ก็ยังมีมาเรื่อยๆอีก โดยเฉพาะคำพูดของชายปริศนาซึ่งดูจะเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนสังคมปัจจุบันนี้จริงๆตลอดทั้งเรื่อง เน้นๆคือฉากหลังๆ ใกล้จบที่พี่แกพูดได้อย่างสะท้อนสังคมจริิงจังมาก ที่ตั้งคำถามว่า ใครคือคนชั่วร้ายในสังคมที่ทุกคนต้องเอาตัวเองให้รอดและดึงประโยชน์เข้าตัวเองไว้ให้ได้มากที่สุดอย่างนี้ (และคำพูดที่ว่าผู้คนเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว สุนัขในโลกนี้ยังดีกว่าคนเลย) คนทุกๆคนต่างหาข้อแก้ต่างให้ตัวเองทั้งนั้น (เรื่องนี้ซ้ำร้ายสุดคือ โกหกแม้กระทั่งคนตาย)  
แต่สุดท้ายแล้ว Kurosawa (หรือ Ryunosuke ก็แล้วแต่) ก็ใจอ่อนและพยายามประนีประนอมกับการมองโลกในรูปแบบนี้โดยการพยายามนำเสนอด้านดีของมนุษย์เข้าไป โดยพูดถึงการสำนึกผิดและการพยายามทำดีชดใช้ความชั่ว (อันผมมองว่าเป็นหลักการปกติพื้นฐานของคนทำผิดที่รู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเอง แต่ถ้าไม่ได้โดนเปิดโปงก็อาจไม่รู้สึกแบบนี้หรอกครับ ผมมันไม่ใช้พวก Humanism น่ะครับ ฮ่าๆ) แต่สำหรับตัวหนังผมว่าก็ค่อนข้างจบลงค่อนข้างลงตัวใช้ได้เหมือนกัน
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงเขียนได้ละเอียด (แม้จะไม่มาก) แบบนี้ เพราะผมเปิดหนังดูอีกรอบระหว่างพิมพ์ไปด้วยนี่แหละครับ รอบแรกก็ว่าชอบแล้วนะ ดูไปๆมาๆแล้วยิ่งชอบ จัดเป็นหนัง Akira Kurosawa เรื่องที่สองในดวงใจเลย (ดูมาสองเรื่องชอบมันทั้งสองเรื่องนั่นแหละ) แนะนำว่าให้หามาดูมากๆครับ เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะผิดหวังแน่นอน และดูแล้วสะท้อนสังคมให้แง่คิดเอาการอะไรมากอยู่ครับ (แต่ผมยังชอบน้อยกว่า Ikiru นะ ฮ่าๆ ด้วยตัวแนวหนังเองแล้ว) เป็นหนังที่ดีมากและประทับใจมากเรื่องนึงเลยครับ ดูหนังดูละคร แล้วก็ย้อนกลับมาดูการเมือง สังคมบ้านเราแล้วก็ต้องถอนหายใจ เฮ้อ! นี่มันราโชมอนชัดๆ!!

Long Review: Rashomon (羅生門) (10/10)

อาจพูดได้ว่า ภายในบรรดาหนังของผู้กำกับมากฝีมือตำนานชาวญี่ปุ่น Akira Kurosawa มั้ง นี่นับจะเรียกได้ว่า เป็นงานชิ้นเอกมากที่สุดหรือได้รับการพูดถึงบ่อยเกือบที่สุดได้เลย (ถ้าไม่นับ Seven Samurai) ซึ่งตอนแรกผมจะไปดูในงานของ SFW กับเจแปนฟาวน์เดชั่นในงานครบรอบ 100 ปี Akira Kurosawa แล้ว แต่ไม่ว่างไปวันแรก (และกลัวคนเยอะ) เลยได้ไปดูเรื่องอื่นมาแค่เรื่องเดียวคือ Ikiru ซึ่งนับได้ว่าชอบมาก มาวันนี้เลยหาเรื่องนี้มาดูครับผม

เรื่องราวเริ่มเมื่อคนตัดฟืน และพระ ต้องหลบฝนอยู่ที่ด่านประตูเมือง Rashomon (หรืออาจเรียกว่าประตูผี เป็นบริเวณที่หลังๆโดนทิ้งร้างและเป็นแหล่งเสื่อมโทรม ซ่องสุมของพวกโจร หรือเป็นที่เอาเด็กหรือศพมาทิ้งไว้) และชายปริศนาได้วิ่งมาหลบฝนที่นี่เหมือนกัน ได้เกิดความสงสัยว่าทำไมคนตัดฟืนและพระจึงดูสิ้นหวังขนาดนั้น สอบถามไปสอบถามมาจึงได้ทราบว่าคนตัดฟืนและพระได้ไปเจอเหตุการณ์สุดแสนประหลาดว่าด้วยการเสียชีวิตของซามูไรท่านหนึ่งเข้า เรื่องอาจจะดูปกติดีถ้าไม่นับว่าการให้การของพยานสี่ปาก ได้แก่ ตัวคนตัดฟืนเอง โจร (ชื่อ Tajomaru) ซามูไร (ที่เสียชีวิตไปแล้วแต่มาให้การผ่านคนทรง) และ ภรรยาซามูไร กลับให้การไปคนละทิศคนละทางโดยสิ้นเชิงเลย

——-

[SPOILER: 4 ย่อหน้าต่อไปนี้เป็นเรื่องย่อแบบค่อนข้างละเอียดขึ้น แต่ไม่เปิดเผยตอนจบของหนัง]

ขยายความการให้การของแต่ละท่านซักเล็กน้อย เริ่มจากการให้ความของคนตัดฟืนนั้นกล่าวว่า ระหว่างที่ตัวเองออกป่าไปหาฟืน ก็ได้เจอศพชาวซามูไรโดยบังเอิญ จึงลนลานกลัวกลับไปหาตำรวจ (ซึ่งภายหลังกลับคำให้การมาเป็นอีกแบบหนึ่ง)

ฝ่ายโจร Tajomaru ต่อมาบอกว่า ตัวเองหลับๆอยู่ เจอซามูไรกับภรรยาเดินผ่านมา ตัวเองตกหลุมรักกับภรรยาซามูไรทันที จึงหลอกล่อจับซามูไรไว้ และจับผูกเชือก หลังจากนั้นจึงเอาภรรยาให้มาเห็นความอับอายของสามี ภรรยาเธอขัดขืนเต็มที่ก่อนที่จะโดนโจรจับตบจูบขืนใจ (-.-) เธอกล่าวกับเขาว่าอับอายถ้าต้องมีสามีถึงสองคน เขาจึงตัดสินใจดวลดาบกับซามูไรอย่างเมามันส์และฆาตกรรมซามูไรได้สำเร็จ แต่เธอก็หนีไปเสียแล้ว

ฝ่ายภรรยาก็บอกว่า หลังเธอโดนขืนใจ โจรก็หนีไป สามีซามูไรของเธอก็ดูจะรังเกียจในตัวเธอเป็นอย่างมาก เธอรู้สึกอับอายมากและยอมเสียชีวิตดีกว่า หลังจากนั้นเธอก็ร้องไห้หมดสติไป ตื่นขึ้นมาก็พบว่ามีดาบสั้นปักอยู่บนอกตัวสามีแล้ว (หนัง imply ว่าเธออาจขาดสติแล้วฆ่าสามีของเธอเอง) เธอจึงวิ่งซมซานออกจากป่ามาที่แม่น้ำ พยายามฆ่าตัวหลายหลายวิธีแต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งหลบไปในวัดและตำรวจมาพบ

ฝ่ายสามี (ซามูไร) บอกว่าหลังจากโจรขืนใจภรรยาของเขา มันก็พยายามปลอบโยนแกมบังคับให้เธอตกเป็นภรรยาของมัน แทนที่ภรรยาจะตอบปฏิเสธ เธอกลับยอมรับ พร้อมเสนอให้โจรฆ่าสามีเธอซะ  เพราะจะตกเป็นมลทินแก่เธอหากเธอต้องตกเป็นหญิงของใครสองคน โจรทึ่งในความชั่วร้ายของหญิงคนนี้ จึงผลักเธอลงกับพื้นแล้วถามซามูไรว่าจะให้ทำอย่างไรกับหญิงคนนี้ดี ระหว่างที่กำลังถามกันนั้นเธอก็อาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีไป โจรป่าไล่ตามเธอไปแต่ก็ตามไม่ทัน จึงปลดเชือกให้ซามูไร ซึ่งทนความอัปยศของตัวเองไม่ไหว ฆ่าตัวตายในที่สุด

——-

เป็นงานชิ้นอมตะเป็นอย่างมากที่อาจพบได้ในหลายรูปแบบนะครับ (ผมเคยอ่านฉบับภาษาไทยมาแล้วรอบนึง แปลไทยโดย มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช น่าจะของนานมีบุ๊คส์ถ้าจำไม่ผิิด)  ซึ่งหลังอ่านหนังสือไปแบบคร่าวๆ (และลืมไปจะหมดแล้ว) ก็ลองมาดูหนังใหม่ (หนังได้ดัดแปลงมาจาเรื่องสั้นของ Ryunosuke Akutagawa (In a Grove) ได้ความว่าดังนี้ครับ (หนังเปิดตัวอย่างไม่ดังนัก แต่ก็ดังเป็นพลุแตกหลังได้รางวัลสิงโตทองคำจาก Venice ส่งผลให้ได้ Oscar สาขา Horonary Award รางวัลหนังภาษาต่างประเทศที่โดดเด่นมากสุดในอเมริกา) ในปีต่อมา (o_O) (อันนี้จาก Bioscope นะครับ)

ก่อนอื่นที่อยากชมคือการกำกับของผู้กำกับ Akira Kurosawa อีกแล้ว ที่คุมการถ่ายทำฉากต่างๆได้ดีมากๆ (โดยเฉพาะฉากในป่าตอนแรกๆที่เล่นกับแสงเงา และ score บรรเลงเร้าใจตอนเจอศพ เป็นฉากที่ชอบมากๆ) อาจต้องชมทั้งผู้ช่วยผู้กำกับอีกสองท่านและ cinematographer ที่บรรจงสร้างงานออกมาได้ดีมาก ดูง่าย รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ในการเล่าเรื่องแบบ Flashback โดยที่แต่ละตัวละครต่างเล่าเรื่องออกมานมุมของตัวเองเลย (เป็นต้นกำเนิดว่า Flashback นั้น หากใช่ความจริงแท้ไม่ ที่จริงมันก็คือมุมมองการเล่าเรื่องของมนุษย์ อาจโดนเสริมแต่งโดยปัจเจกคนคนนั้นไปอย่างไรก็ได้ ซึ่งภายหลังเป็นแรงบันดาลใจให้หลายเรื่อง อย่างเช่น The Usual Suspect เป็นต้นนำไปใช้) รวมถึงการเล่าเรื่องตัดกลับไปกลับมาเป็นวิธีที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบันนี้  (อาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษที่ผมติดต่อด้วยอยู่บอกว่าเป็นการเปลี่ยนวิธีการคิดและทำหนัง เป็นแรงบันดาลใจให้หนังภายหลังหลายๆเรื่องเลยทีเดียว)

Flashback ที่ว่าไม่เพียงแต่ต่างกันในสิ้นเชิงในมุมมองการเล่าเรื่องของแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังมีความจริงเป็นแกน (อันน้อยนิด) ซ่อนอยู่ (ซึ่งโดยปิดบังด้วยความเท็จตามธรรมชาติจากความพยายามดึงเรื่องเหล่านั้นเข้าหาตัวเองให้ตัวเองดูดีมากที่สุด น่ารังเกียจน้อยที่สุด และเป็นที่ยอมรับหรือเห็นใจของสังคม อันเป็นประโยชน์ต่อตนเองมากที่สุด) ความฉลาดของ Kurosawa (หรือจะเป็น Ryunosuke หว่า) อยู่ตรงที่ว่า หลังเราได้ยินคำให้การของทั้งสี่คนเรียบร้อยแล้ว หนังไม่ได้เฉลยเรื่องราวอย่างที่หลายๆเรื่องทำ แต่กลับปล่อยค้างไว้อย่างนั้นให้เราเอากลับไปคิดเอง ว่าใครเล่าเรื่องจริง เล่าเรื่องเท็จ และความจริงน่าจะเป็นอย่างไร เป็นการทิ้งความท้าทายไว้ให้คนดูอย่างเราๆไปคิด (เป็นอัตโนมัติที่เราจะอยากหาความจริงจากเรื่องที่ได้ยินมาต่างกันอยู่แล้ว) แม้ที่จริงความจริงนั้นไม่สำคัญเลยก็ตาม (ในหนังเรื่องนี้) เพราะแกนหลักของหนังดูจะเกี่ยวกับปรัชญาจิตใจของมนุษย์มากกว่า

นอกจากนี้งานการแสดงของดารานำทั้งสี่นับได้ว่าเจ๋งมาก ตั้งแต่โจร Tajomaru (Toshiro Mifune) ที่เล่นหัวเราะได้อย่างบ้าคลั่งได้ใจมาก, ภรรยาซามูไร (Machiko Kyo), ซามูไร (Masayuki Mori), และคนตัดฟืน (Takashi Shimura จาก Ikiru อีกแล้วครับท่าน) (ที่จริงมีพระ คนทรง - ที่หลอนมากกกกก และชายปริศนาที่เข้ามาตั้งแต่ต้นเรื่อง) เล่นกันเน้นออกอารมณ์สุดๆ เล่นกันแบบจ่ายร้อยให้พันเลย 

ส่วนที่ชอบมากที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องราวหลักๆเอง ว่าด้วยความมืดดำและชั่วร้ายของจิตใจมนุษย์​ (หนังจริงๆค่อนข้างดาร์คมากนะผมว่า เพียงแค่มุมมองการนำเสนอออกมาไม่ดำมืดขนาดนั้น แต่แกนของเรื่องมันแรงเอาการอยู่) ตั้งแต่เปิดเรื่องมาพระเปรียบคนชั่วร้ายกว่าสิ่งต่างๆ ตั้งแต่โรคร้าย สงคราม และอื่นๆแล้ว ต่อมาประเด็นนี้ก็ยังมีมาเรื่อยๆอีก โดยเฉพาะคำพูดของชายปริศนาซึ่งดูจะเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนสังคมปัจจุบันนี้จริงๆตลอดทั้งเรื่อง เน้นๆคือฉากหลังๆ ใกล้จบที่พี่แกพูดได้อย่างสะท้อนสังคมจริิงจังมาก ที่ตั้งคำถามว่า ใครคือคนชั่วร้ายในสังคมที่ทุกคนต้องเอาตัวเองให้รอดและดึงประโยชน์เข้าตัวเองไว้ให้ได้มากที่สุดอย่างนี้ (และคำพูดที่ว่าผู้คนเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว สุนัขในโลกนี้ยังดีกว่าคนเลย) คนทุกๆคนต่างหาข้อแก้ต่างให้ตัวเองทั้งนั้น (เรื่องนี้ซ้ำร้ายสุดคือ โกหกแม้กระทั่งคนตาย)  

แต่สุดท้ายแล้ว Kurosawa (หรือ Ryunosuke ก็แล้วแต่) ก็ใจอ่อนและพยายามประนีประนอมกับการมองโลกในรูปแบบนี้โดยการพยายามนำเสนอด้านดีของมนุษย์เข้าไป โดยพูดถึงการสำนึกผิดและการพยายามทำดีชดใช้ความชั่ว (อันผมมองว่าเป็นหลักการปกติพื้นฐานของคนทำผิดที่รู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเอง แต่ถ้าไม่ได้โดนเปิดโปงก็อาจไม่รู้สึกแบบนี้หรอกครับ ผมมันไม่ใช้พวก Humanism น่ะครับ ฮ่าๆ) แต่สำหรับตัวหนังผมว่าก็ค่อนข้างจบลงค่อนข้างลงตัวใช้ได้เหมือนกัน

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงเขียนได้ละเอียด (แม้จะไม่มาก) แบบนี้ เพราะผมเปิดหนังดูอีกรอบระหว่างพิมพ์ไปด้วยนี่แหละครับ รอบแรกก็ว่าชอบแล้วนะ ดูไปๆมาๆแล้วยิ่งชอบ จัดเป็นหนัง Akira Kurosawa เรื่องที่สองในดวงใจเลย (ดูมาสองเรื่องชอบมันทั้งสองเรื่องนั่นแหละ) แนะนำว่าให้หามาดูมากๆครับ เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะผิดหวังแน่นอน และดูแล้วสะท้อนสังคมให้แง่คิดเอาการอะไรมากอยู่ครับ (แต่ผมยังชอบน้อยกว่า Ikiru นะ ฮ่าๆ ด้วยตัวแนวหนังเองแล้ว) เป็นหนังที่ดีมากและประทับใจมากเรื่องนึงเลยครับ ดูหนังดูละคร แล้วก็ย้อนกลับมาดูการเมือง สังคมบ้านเราแล้วก็ต้องถอนหายใจ เฮ้อ! นี่มันราโชมอนชัดๆ!!

  1. monsieur-distillateur reblogged this from lifeaddictz
  2. boyofheaven said: เคยดูตอนเรียน film อยากดูอีกสักรอบแต่ไม่มีใครเอากลับมาทำแผ่นใหม่เลย หาดูยากจริงๆป.ล.โปสเตอร์สวยมากคับ
  3. lifeaddictz posted this